วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

การชกมวยชิงถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช รัชกาลที่9

มวยโดยเสด็จพระราชกุศล
ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล
 



ขอบเขตการดำเนินงานของเวทีราชดำเนิน ไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่ที่ความรับผิดชอบในการส่งเสริมสนับสนุนและเผยแพร่มวยไทย ศิลปวัฒนธรรมการต่อสู้ป้องกันตัว ที่เกิดจากภูมิปัญญาไทยและเป็นมรดกของชาติไทยเท่านั้น แต่ได้สยายปีกและเพิ่มภารกิจความรับผิดชอบเข้าสู้ภาคสังคม เพื่อคุณภาพและความมั่นคงในการดำรงชีวิตของกลุ่มชนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และผู้ไม่มีโอกาสที่จะแสวงหารายได้จากแหล่งงานด้านอื่นด้วย
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เปิดการแข่งขันชกมวยนัดปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2488 จนมาถึงบัดนี้เป็นเวลา 60 ปี เวทีราชดำเนินจึงได้กลายเป็นแหล่งงานที่ประชากรของชาติในวัยเยาวชนและวัยหนุ่มฉกรรจ์ หลั่งไหลจากสุกสารทิศและทุกภาคของประเทศ เข้ามาแสวงหารายได้จากการแข่งขันด้วยศิลปะอันยอดเยี่ยมแห่งมวยไทย เพื่อใสวงหาเงินจุนเจือครอบครัวและหาเงินเป็นทุนการศึกษา ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่เพียงแต่จะสร้างความภูมิใจให้กับเวทีราชดำเนินเท่านั้นแต่เป็นกรณีที่ประเทศชาติเองก็ได้รับผลประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อบุคคลผู้เติบโตมาจากการโลดแล่นอยู่บนผืนผ้าใบของเวทีราชดำเนินได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารของหน่วยงานราชการ และเป็นรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศในเวลาต่อมาหลายคน
เมื่อย้อนกลับไปมองอดีตที่ผ่านมา เวทีราชดำเนินได้ดำเนินงานเพื่อสาธารณกุศล ทั้งทางด้านความมั่นคงของชาติด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนทุนสวัสดิการของกองทัพอากาศและกองทัพเรือ และทางด้านสาธารณกุศลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนชาวไทยจากมหันตภัยร้ายแรง ไม่ว่าจะเกิดจากกรณีอุทกภัย วาตภัย ภัยจากไฟไหม้ทุกระดับชองความสูญเสีย
ภารกิจเพื่อประเทศชาติไม่ใช่ภารกิจที่มีวันสิ้นสุดหรือจบบริบูรณ์ เหมือนกิจการอย่างอื่นด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองการน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรับภาระในการหาเงินสมทบทุน “ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” จึงเป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของเวทีราชดำเนินในเวลาต่อมา ซึ่งในที่สุดเวทีราชดำเนิน สนามมวยที่ได้รับการจัดตั้งโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในฐานะเวทีมวยแห่งแรกของประเทศไทย ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง “ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่วงการมวย ตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ 2268/2504 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2504 แจ้งถึงนายเฉลิม เชี่ยวสกุล ประธานจัดการแข่งขันมวยโดยเสด็จพระราชกุศล “ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ซึ่ง ณ เวลานั้น นายเฉลิม เชี่ยวสกุล ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการเวทีมวย ราชดำเนินอยู่ด้วย
แต่ก่อนที่การแข่งขันมวยโดยเสด็จพระราชกุศล “ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” จะเริ่มขึ้นและได้รับการจัดการแข่งขัน เพื่อน้อมเกล้าฯถวายทุนมูลนิธิ มีความเป็นมาอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าจะย้อนกลับไปสู่อดีตติดตามการทำงานของคนรุ่นเก่ากันอีกครั้ง
  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขันชกมวยโดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุน ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2504 โดยมีนายเฉลิม เชี่ยวสกุล ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันเฝ้ารับเสด็จฯ ในภาพนายเฉลิม เชี่ยวสกุลกราบทูลถวายรายงาน และแนะนำคณะกรรมการเพื่อทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท

1. ภูมิหลังและที่มา
ช่วงครึ่งหลังของ พ.ศ. 2504 ได้มีการเคลื่อนไหวจากบุคคลในวงการมวยอย่างจริงจัง เพื่อบรรลุความสำเร็จในการจัดตั้ง “กองทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นเป้นพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เพื่อส่งนักศึกษาในระดับมันสมองของชาติไปศึกษาต่อต่างประเทศในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ และด้านอื่นๆ ซึ่งก่อนหน้าปี 2504 นั้นทางมูลนิธิได้ส่งนักศึกษาไปแล้วหลายคน และหลายชุด
มูลนิธิอานันทมหิดล ได้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับเงินกองทุนไว้อย่างกว้างขวาง เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไป จัดตั้งกองทุนสมทบในมูลนิธิเพื่อเป็นทุนดำเนินการด้วย
เวทีมวยราชดำเนิน เวทีที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นสนามมวยแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488 จึงได้เป็นแกนนำร่วมกับ เวทีลุมพินีและคณะบุคคลในวงการมวยน้อมเกล้าฯ ถวายความจงรักภักดีต่อเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการดำเนินจานจัดตั้งกองทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล โดยมีนายเฉลิม เชี่ยวสกุล ประธานกรรมการบริษัท เวทีราชดำเนิน จำกัด เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงานและนายเทียมบุญ อินทรบุตร เป็นผู้ประสานงานและเป็นเลขานุการคณะกรรมการ เป็นผู้ทำงานแทนคณะกรรมการทั้งหมด ทั้งในการประสานงานกับสำนักพระราชวังการเข้าร่วมประชุมกับเจ้าคุณศรีเสนาสมบัติศิริ ผู้แทนสำนักพระราชวัง และผู้แทนหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งเวทีราชดำเนิน เวทีลุมพินี และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาท ในระดับสำคัญยิ่ง
จนในที่สุดก็ได้ข้อยุติเป็นที่แน่นอน นายเฉลิม เชี่ยวสกุล ประธานกรรมการจัดมวยโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุน “มูลนิธิอานันทมหิดล” จึงได้น้อมเกล้าฯ กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติ จัดตั้ง “ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” แกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขันมวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งแรกที่จะมีขึ้น ณ เวทีราชดำเนินในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2504 ด้วย โดยหนังสือกราบบังคมทูล ดังกล่าวลงวันที่ 9 ตุลาคม 2504
ต่อมาอีก 4 วัน สำนักราชเลขาธิการ ได้มีหนังสือที่ 2268/2504 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2504 เรื่อง ทรงรับ เชิญเสร็จฯ ในการแข่งขันชกมวยโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุน “มูลนิธิอันนทมหิดล”
2. มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 1
วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2504 นับเป็นวันมหามงคลยิ่งของวงการมวย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร การแข่งขันมวยโดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุน “กองทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ณ เวทีราชดำเนินและทรงประทับทอดพระเนตร การแข่งขั้นตั้งแค่คู่แรกไปจนถึงคู่สุดท้ายของรายการแข่งขัน
มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 1 จัดเป็นรายการมวยยอดเยี่ยมแห่งยุค โดยเวทีราชดำเนินและเทียมบุญ อินทรบุตรได้ระดมนักมวยชั้นนำทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเข้ารายการอย่างคับคั่งเป็นประวัติการณ์
คู่มวยไทยในรายการ และผลการแข่งขันปรากฏดังนี้
  • ลูกศร ลูกนาวิกโยธิน ชนะคะแนน อนันตชัย ศรผจญ แบบ ขาดลอย
  • เด่น ศรีโสธร เสมอกับ นำพล สกุลศึก ดุเดือด
  • เคียว โนกูจิ รองแชมป์โลกรุ่นฟลายเวท ชาวญี่ปุ่นฝืมือเหนือกว่า ชนะ น๊อกยก 1 สิงห์เงิน สมานชัยในการชกสากลกำหนด 8 ยก
  • อดุลย์ ศรีโสธร “แชมป์มงกุฎเพชร” ล้มครืนลงกลางเวทีแบบพลิกความคาดหมาย เมื่อนำศักดิ์ ยนตรกิจ ดาวโรจน์  กำปั้นหนักโหมกระหน่ำ ตั้งแต่วินาทีแรก กรรมการนับ 9 แต่ในยกต่อๆมาก อดุลย์ ศรีโสธรก็ทำคะแนนตีตื้นด้วยลูกเตะอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี พอขึ้นยกที่ 5 “แชมป์มงกุฎเพชร” ก็ถูกรุกไล่อีกจนเป๋ไปเป๋มา แพ้คะแนนไปแบบพลิกล็อคในการชกเป็นคู่เอกแบบมวยไทย
  • เขียวหวาน ยนตรกิจ แลกหมัดกันดุเดือดกับ กัง แซ ชุล นักมวยเกาหลีใต้ในการชกชิงแชมป์ภาคตะวันออกรุ่นจูเนียร์ มิดเดิ้ลเวท กัง แซ ชุล เจอ “ซ้ายฟ้าฟาด” เข้าอย่างจังในยกที่ 2 หัวทิ่มพังพาบ ให้กรรมการนับ 9 เมื่อเข้าคลุกกันอีกครั้ง ปรากฏว่า กัง แซ ชุล เลือดหลั่งจากแผลเตกที่คิ้วขวา แพทย์เวทีตรวจแล้วสั่งยุติการชก เขียวหวานจึงเป็นฝ่ายชนะ TKO ในยกที่ 2 ในการชกเป็นคู่เอกแบบมวยสากล กำหนด 12 ยก
  • ลือชัย บางยี่ขัน ชนะคะแนน จิ้งหรีดทอง มหาสารคาม ท่วมท้น
  • พายัพ สกุลศึก ชนะคะแนน ธานี พยัคฆ์โสภณ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลพระราชทาน ให้แก่นำศักดิ์ ยนตรกิจ นักชกยอดเยี่ยมมวยไทย และเขียวหวาน ยนตรกิจ นักชกยอดเยี่ยมมวยสากล และทรงพระราชทานเข็มปักหน้าอกเสื้อให้กับนักมวย ทุกคนที่ชกในรายการด้วย
3. มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 2
หลังจากนั้น เป็นช่วงเวลาที่สนามมวยเวทีลุมพินีจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดมวยโดยเสด็จพระราชกุศลฯ ตามบันทึกข้อตกลงร่วมกับฝ่ายสนามมวยเวทีราชดำเนินและผู้แทนสำนักพระราชวัง เมื่อปลาย พ.ศ. 2504 ถือเป็นงานใหญ่ที่จะต้องเตรียมการให้พร้อม ระดับบริหารเวทีลุมพินี จึงได้เชิญประชุมผู้เกี่ยวข้องโดยมี นายแก้วขวัญ วัชโรทัย ผู้แทนสำนักพระราชวังร่วมด้วยและได้แต่งตั้งกรรมการขึ้นรับผิดชอบฝ่ายต่าง ๆ มีรายนามเฉพาะบุคคลที่เป็นประธานฝ่ายดังนี้
  • ประธานอำนวยการ  พล.ต.เกรียงไกร อัตตะนันท์
  • ประธานฝ่ายหารายได้   พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ ยมนาค
  • ประธานฝ่ายการเงิน   นายอรุณ จันทรางศุ
  • ประธานฝ่ายโฆษณา  พล.ต.ศุภชัย สุระวรรธนะ
  • ประธานฝ่ายจัดรายการ  พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา
  • ประธานฝ่ายสถานที่  พล.ต.ขุนชิดผดุงพล
  • ประธานฝ่ายรักษาความสงบ พล.ต.ต.ธีรบูลย์ จัตตารีส์
  • ประธานฝ่ายปฏิคม   พ.อ.กมล พิจิตรคดีพล
  • ประธานฝ่ายเทคนิค  นายวงศ์ หิรัณยเลขา
  • กรรมการพิจารณานักมวยยอดเยี่ยม นายเขตต์ ศรียาภัย, นายเจือ จักษุรักษ์, นายแพทย์สุประเกต จารุดุล, นายสังเวียน หิรัณยเลขา และนายวงศ์ หิรัณยเลขา
โดยเหตุที่เป็นมวยหน้าพระที่นั่งรายการโดยเสด็๗พระราชกุศล สมทบทุนนักมวยไทยในมูลนิธิอานันนทมหิดล (ครั้งที่ 2) ณ สนามมวยเวทีลุมพินี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2506 นั้น คณะกรรมการได้กำหนดค่าดูไว้ 4 อัตรา คือ 10, 120, 150 และ 500 บาท มี่ใครบ่นว่าแพงเลย เพราะเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมสมทบทุนนักมวยไทยในมูลนิธิอานันทมหิดลอยู่แล้ว
ในส่วนผลตอบแทนของนักมวยในรายการนั้น ทางคณะกรรมการตกลงให้ใช้คำว่า ...เงินค่าฝึกซ้อม...แทนคำว่า...เงินรางวัล
ผลการชกโดยสรุป เรียงตามลำดับคู่ดังนี้
  1. คู่ที่ 1 นรสิงห์ อิสสระภาพ เสมอกับ อนันตศักดิ์ เทียนชัย (ร.ฟ.ท.)
  2. คู่ที่ 2 วิชาญ ส.พินิจศักดิ์ ชนะน็อคเอ๊าท์ ธนูทอง ก.เจริญ ยก 3 ด้วยเข่าตียอดอก
  3. คู่ที่ 3 เด่น ศรีโสธร ถูกตัดสินให้แพ้คะแนน แสนทะนง เกศสงคราม ชนิดค้านสายตาคนดูทั้งสนามเสียงโห่ประท้วงดังกึกก้องเป็นประวัติการณ์
  4. คู่ที่ 4 ประกายแก้ว ลูก ส.ก. ชนะคะแนน นำศักดิ์ ยนตรกิจ เวลา 20.00 น. รถพระที่นั่งเทียบหน้าสนามมวย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถึงระหว่างนั้นทางเวทีได้จัดมวยสากล ขจรศักดิ์ ลูกพิฆเนศร์ กับ กุมารทอง ยนตรกิจ ขึ้นชกคั่นเวลาเป็นการชดเชยอารมณ์คนดูในขณะที่คณะกรรมการออกไปตั้งแถวรับเสด็จฯ เข้าสู่ที่ประประทับ
    พล.ต.ขุนชิดผดุงพล นายสนามเวทีลุมพินี กล่าวถวายรายงานและกราบบังคมทูลรายชื่อนักมวยในรายการเสร็จแล้วจึงเป็นมวยหน้าพระที่นั่ง
  5. คู่ที่ 5 เดชฤทธิ์ อินทรบุตร (ยนตรกิจ) ชนะคะแนน รักเกียรติ เกียรติเมือยม โสสะอาดขาดลอยเพราะยกสาม รักเกียรติโดนเตะลงไปนั่งให้นับยาว ก่อนจะแข็งใจลุกขึ้นมาสู้ต่อจนครบ 5 ยก
  6. คู่ที่ 6 เป็นมวยสากลกำหนด 12 ยก ชิงแชมป์ไลท์เวทลุมพินี อดุลย์ ศรีโสธร ชนะ ที.เค.โอ. อดิศักดิ์ อิทธิอนุชิต (แขวงมีชัย) ยก 9
  7. คู่ที่ 7 กิ่งแก้ว บางยี่ขัน ถูกไพโรจน์ พยัคฆโสภณ กระหน่ำตีเข่าย่ำแย่หนีไม่ออก คนดูโห่หาว่าล้มกรรมการประสิทธิ์ อำพันแสง เลยประกาศไม่มีการตัดสิน ยกที่ 4 หาว่ากิ่งแก้ว ชกไม่สมศักดิ์ศรี เป็นการไล่นักมวยลงเวทีต่อหน้าพระที่นั่ง ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์
  8. คู่ที่ 8 คู่สุดท้าย สุชาย เกศสงคราม ชนะ ที.เค.โอ. บุกเดี่ยว ยนตรกิจ ยกสาม เพราะถูกศอกตีดั้งจมูกยุบแพทย์สนามสั่งยุติการชก
ผลการพิจารณานักมวยยอดเยี่ยม มวยไทยได้แก่ เดชฤทธิ์ อินทรบุตร, มวยสากลได้แก อดุลย์ ศรีโสธร ซึ่งได้ขึ้นรับถ้วยพระราชทาน จากพระบาทมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนักมวยคนอื่นๆ ก็ได้รับของรางวัลพระราชทานเป็นที่ระลึกอย่างทั่วถึงกัน
ต่อมา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม เวลา 11.00 น. พล.ต.เกรียงไกร อัตตะนันท์ ประธานอำนวยการ ได้นำคณะกรรมการจำนวน 54 นาย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อทูลเกล้าฯถวายเงินจำนวน 301,484 บาท ที่ได้จากการจัดมวยโดยเสด็จฯ ครั้งนี้
พระบางสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสขอบใจคณะกรรมการ และนักมวยโดยทั่วถึง ที่ได้ร่วมกันทำงานเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ และทรงชี้ให้เห็นว่า ในอดีตนักมวยเคยมีส่วนช่วยป้องก้นประเทศชาติมาแล้ว มาในปัจจุบันนักมวยก็มีโอกาสได้เสียสละเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของชาติ เพื่อให้ได้คนดีมีความรู้มาช่วยกันทำประโยชน์ให้แก่สาธารณะ นับเป็นสิ่งที่น่ายินดี นอกจากนั้น การจัดแข่งขันชกมวยยังช่วยให้ประชาชนที่นิยมกีฬาประเภทนี้ได้รับความสนุกตื่นเต้น และมีโอกาสที่จะทำให้คณะกรรมการซึ่งมาจากต่างอาชีพได้พบปะคุ้นเคยกัน ซึ่งตามปกติอาจไม่มีโอกาสได้รู้จักกันเลยก็ได้ เป็นการปลูกฝังความสามัคคีได้อย่างหนึ่ง
4. มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 3
ปรากฏการณ์ที่เกิดในวงการมวยที่ได้รับการบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไว้จนถึงทุกวันนี้อีกครั้งหนึ่ง ก็คือความร่วมมือของคณะมวย 20 คณะ ที่พร้อมใจกันน้อมเกล้าฯ ถวายความจงรักภักดี ด้วยการมอบนักมวยฝีมือดีที่สุด ขึ้นชกในรายการโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 3 ที่มีขึ้น ณ เวทีราชดำเนิน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2508 โดยไม่คำนึงถึง เงินรางวัลที่นักมวยจะได้รับ
ความภาคภูมิใจ และความเป็นสิริมงคล แก่ตัวเอง และนักมวยต่างหากที่เป็นสุดยอดของความปรารถนาในการจัดการแข่งขันครั้งนี้ จึงทำให้บุญส่ง กิจกล่ำศวร โปรโมเตอร์ ผู้จัดทำงานง่ายขึ้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แก่คณะกรรมการจัดการแข่งขัน โดยเสด็จพระราชดำเนินและทรงประทับทอดพระเนตรการแข่งขันอยู่นานถึง 4 ชั่วโมง ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแก่บุคคลในวงการมวยอย่างล้นพ้น
ผลการแข่งขันมวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 3 ปรากฏดังนี้
  1. คู่ที่ 1 คะนองเมฆ ชาติพิชิต ชนะคะแนน เดชปรีดา ส.ลูกพิทักษ์
  2. คู่ที่ 2 มวยสากลกำหนด 8 ยก พันทิพย์ แก้วสุริยะ ชนะคะแนน วิทยาน้อย สิงห์ยอดฟ้า ท่ามกลางเสียงโห่เล็กๆ ซึ่งถ้าเป็นรายการปกติ ไม่ใช่รายการโดยเสด็จพระราชกุศล หน้าพระที่นั่ง รายการถล่มเวที และถล่มกรรมการตัดสินคงไม่ยุติลงง่ายๆ แน่
  3. คู่ที่ 3 แสนนภา พยัคฆโสภณ (เกียรติศักดิ์บางรัก) ชนะคะแนน “กระทิงแดง” เด่น ศรีโสธร แบบพลิกล็อค เพราะฝ่ายหลังลดน้ำหนักมาก แสนนภาได้ครองแชมป์รุ่นจูเนียร์ไลท์เวท เวทีราชดำเนินแทน
  4. คู่ที่ 4 “แชมป์ 5 ตำแหน่ง” วิชาญน้อย ส.พินิจศักดิ์ ชนะคะแนน “ขุนขวาน” รักเกียรติ เกียรติเมืองยม แบบขาดลอย
  5. คู่ที่ 5 “จอมบุก” สมพงษ์ เจริญเมือง ชนะคะแนน “จรวดทัพฟ้า” ราวีเดชาชัย แบบดุเดือด
  6. คู่ที่ 6 “จอมเตะบางนกแขวก” อภิเดช ศิษย์หิรัญ ชนะน็อค “สิงห์ดำ” ศรชัย มัลละยุทธ ยกที่ 2 อนันตเดช ศิษย์หิรัญ ชนะคะแนนไปแบบขาดลอย
  7. คู่ที่ 7 มนต์สวรรค์ แหลมฟ้าผ่า ได้เปรียบรูปร่าง สูงใหญ่กว่าชนะคะแนน พลายน้อย ร.ฟ.ท. ขาดลอย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานถ้วยพระราชทานให้แก่ พันทิพย์ แก้วสุริยะ นักชกยอดเยี่ยมในแบบสากล และพระราชทานถ้วยพระราชทานยอดเยี่ยมมวยไทยให้แก่ สมพงษ์ เจริญเมือง
5. มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 4
รายการมวยโดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุน “กองทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ครั้งที่ 4 ได้รับการจัดขึ้นที่เวทีราชดำเนิน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ธนวาคม 2512 ปากฎว่าได้รับความสนใจจากแฟนมวยในระดับค่อนข้างดีอีกครั้งหนึ่ง เก็บค่าผ่านประตูได้ไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท นักมวยและผู้เกี่ยวข้องทุกคนและทุกฝ่ายพร้อมใจกันสละรายได้ทั้งหมดทูลเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระราชกุศล พร้อมเพรียงกัน
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายวชิราลงกรณ (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) ได้เสด็จประทับทอดพระเนตรการแข่งขัน และพระราชทานถ้วยและเข็มขัดแชมเปี้ยนรวมตลอดถึงของที่ระลึกให้แก่นักมวยทุกคนท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องถวายพระพร จากพสกนิกรในสนามมวยอย่างกึกก้อง
  • สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชปฏิสันฐานกับคณะกรรมการจัดการ แข่งขันมวยโดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุน “ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2512 ณ เวทีราชดำเนิน
สำหรับถ้วยพระราชทางแบบมวยไทยได้แก่ เฉลิมศักดิ์ เพลินจิต และมวยสากลได้แก่ เวนิช บ.ข.ส. นักสู้จากดินแดนที่ราบสูงทั้งคู่
ผลการแข่งขันนักมวยในรายการ
  • คู่เอกของรายการเป็นการชกป้องกันตำแหน่งแชมป์รุ่นไลท์เวทเทวีราชดำเนิน โดยเริ่มแข่งขันหน้าที่ประทับ ระหว่าง เด่น ศรีโสธร กับ เด่นธรณี เมืองสุรินทร์ การต่อสู้เป็นไปอย่างระมัดระวังตัวทั้งคู่ เด่นธรณี อาศัยความเจนจัดเข้าเร็วออกเร็วจน เด่น ศรีโสธร ตามไม่ทัน แต่ เด่น ศรีโสธร ก็มาตีตื้นขึ้นในยกที่ 3 และ 4 เมื่ออาศัยจังหวะจู่โจมตีเข่างามๆ ได้หลายครั้งแต่ก็ไม่อาจสร้างความเจ็บปวดให้ เด่นธรณี ได้มากนัก ยกสุดท้าย เด่นธรณี กลับรวบรวมพละกำลังโหมบุกแบบไม่ยั้ง เมื่อการชกสิ้นสุดลง เด่นธรณี จึงเป็นฝ่ายชนะคะแนนไปเป็นเอกฉันท์ ได้ครองแชมป์รุ่นไลท์เวทคนใหม่
  • คู่ป้องกันแชมป์รุ่นฟลายเวท นกน้อย ศรราม เฆี่ยนเกียรติประทุม พันธ์พังงาน ด้วยคะแนนขาดลอย ได้ครองแชมป์แบบสยายๆ
  • ชิงแชมป์รุ่นแบนตั้มเวท เฉลิมศักดิ์ เพลินจิต โดนศอก อภิศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ตาซ้ายเกือบปิดสนิท แต่อาศัยกำลังใจดีกว่าเดินตะลุยเข้าต่อยหมัด อัดเข่า จนอภิศักดิ์ ร่วงกลางเวที แพ้น๊อคไปในยกที่ 3
  • ยอดธง สหายศึก ป้องกันแชมป์รุ่มิดเดิ้ลเวทไว้ได้ โดยใช้ศอกสับ เดชไทย อิทธิอนุชิต หัว หู แตก แพ้ ที เค โอไปในยกที่ 3 หลังจากแลกของแข็งกันดุเดือดตลอดเวลา
  • สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระราชทานถ้วนรางวัล “มวยไทยยอดเยี่ยม” แก่ เฉลิมศักดิ์ เพลินจิต ในวโรกาสทรงเสด็จฯ ทอดพระเนตรมวยรายการ โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุน “ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ครั้งที่ 4 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม 2512 ณ เวทีราชดำเนิน
  • สมเด็จพระบรมโอสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระราชทานเข็มขัดแชมเปี้ยน แก่น่านน้ำ เมืองสุรินทร์ในวโรกาส ทรงเสด็จฯ ทอดพระเนตรมวยการกุศล สมทบทุน “ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิ อานันทมหิดล” ครั้งที่ 4 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม 2512 ณ เทวีราชดำเนิน
  • สิงห์ห้าว ส. ลูกพิทักษ์ เร่งตีนปลายชนะคะแนน บุเรงนอง สิห์ศรทอง ได้ครองแชมป์รุ่นเฟเธอร์เวท
  • แพรดำ เมืองสุรินทร์ ยิงหมัดขวาเข้าปลายคาง ศักดิ์ชาย เลือดสุพรรณ ชนะน็อคยกแรก ได้ครองแชมป์รุ่นจูเนียร์ไลท์เวท
  • สากล 8 ยก เวนิช บ.ข.ส. ตะบันศักดิ์ ศักดิ์ลิขิต คว่ำคาเวทีนับสิบ ยกที่ 6
  • วิทยา เพลินจน แพ้คะแนน ศักดิ์เสือ ลูกอินทนนท์
  • คู่ปิดท้ายรายการป้องกันแชมป์รุ่นจูเนียร์เฟเธอร์เวท น่านน้ำ เมืองสุรินทร์ เสมอกับ โกมินทร์ น้อย ร.ฟ.ท.
6. มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 5
รายการมวยโดยเสด็จพระกุศล ทูลเกล้าฯถวายเงินสมบทบทุน “กองทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ได้รับการจัดขึ้นอีกครั้ง หลังจากการแข่งขันครั้งที่ 4 ผ่านไป 2 ปี โดยในครั้งที่ 5 นี้ เทียมบุญ อินทรบุตร ผู้ดำเนินการในฐานะเลขานุการคณะกรรมการจัดการแข่งขันมวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งแรกสุด ได้จัดขึ้นที่สนามมวยทีวีสี 7 เมื่อวันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2514 มวยนัดนี้จัดเป็นรายการชิงแชมเปี้ยนสภามวยอาชีพ (สภามวยอาชีพ ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2514 โดยมีเทียมบุญ อินทรบุตร เป็นประธานสภามวยอาชีพ และจรุง รักชาติ เป็นประธานคณะกรรมการจัดอันดับ)
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขัน และทรงพระราชทานถ้วยรางวัลพระราชทานแก่นักมวยยอดเยี่ยมในแบบมวยไทย ให้แก่ ศรนักรบ เกียรติวายุภักษ์ และนักมวยยอดเยี่ยมในแบมวยสากล ให้แก้ ถนอมจิต สุโขทัย ด้วย
ผลการแข่งขันโดยละเอียดปรากฏดังนี้
  • ชิงแชมป์รุ่นฟลายเวท เดชสุพรรณ ฮอลลีวู๊ด ชนะคะแนน ใกล้รุ่ง ลูกเจ้าแม่ไทรทอง
  • ชิงแชมป์รุ่นแบนตั้มเวท เฉลิมศักดิ์ เพลินจิต ชนะ (แตก) ที เค โอ วีระชัย ฮ.มหาชัย ยก 3
  • ป้องกันแชมป์รุ่นจูเนียร์เวลเตอร์เวท ศรนักรบ เกียรติวายุภักษ์ ชนะคะแนน เดชนาคา ศรราม รักษาเข็มขัดแชมป์ ไว้ได้และได้ครองถ้วยพระราชทาน
  • ชิงแชมป์รุ่นแบนตั้มเวท ถนอมจิต สุโขทัยไล่ถลุง สมชาย ศุภสมุทร ชนะ ที เค โอ ยก 5 ชนิดฝ่ายหลังหมดทางสู้ ถนอมจิต ได้ครองถ้วยพระราชทาน
7. มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 6
วันนั้น พุธที่ 17 มกราคม พ.ศ.2522  เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ประวัติศาสตร์วงการมวยต้องจากรึกกันไว้อีกครั้ง เป็นวันสำคัญที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินประทับทอดพระเนตรการแข่งขันชกมวย ในรายการโดยเสด็จพระราชกุศลฯ สมทบทุน “นักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ณ เวทีราชดำเนิน
มวยไทยเสด็จพระราชกุศลจัดมาแล้ว 5 ครั้ง และประสบความสำเร็จเป็นที่น่าชื่นชมทุกครั้ง นับแต่ครั้งแรกปี  2504 และครั้งที่ 5 ปี 2512 จนถึงรายการนี้ ก็ครบ 18 ปี พอดีสำหรับผู้จัดการแข่งขันรายการนี้ก็คือ แคล้ว ธนิกุล ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเป็นผู้โปรโมทฯ โดยมี นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์ และโปรโมเตอร์ประจำของเวทีฯ รวมทั้งหัวหน้าคณะมวย ทุกคณะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
มวยในรายกรชกกันสนุกดุเดือด แต่ก็ไม่วายมีนักมวยถูกไล่ลงอีกรายคือ รณชัย ศูนย์กีฬาหนองกี่ ท่ามกลางเสียงด่าของแฟนมวยรอบสนาม เมื่อคณะกรรมการเรียกชื่อขึ้นไปรับพระราชทานเข็มที่ระลึกจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นผู้แทนพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขัน ดีแต่ว่าตอนถูกไล่ลง ไม่ได้ชกกันต่อหน้าพระพักตร์เท่านั้น
คู่เอก
  • ซึ่งถูกจัดให้ขึ้นชกเป็นคู่สุดท้าย วิชาญน้อย พรทวี หรือ “เสือเฒ่าสารพัดพิษ” จากเมืองนนท์ซึ่งก่อนชก 8 วัน ซ้อมลงนวมกับ “สกัด พรทวี” แต่ไม่รู้ว่าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นทำให้วิชาญน้อย เจอศอกเข้าถึงหัวแตกแผลยังไม่หายสนิทดี แต่วิชาญน้อยก็พยายามชกอย่างสุดฝีมือโดยให้ความเจนจัด และความฉลาดที่เหนือกว่าทั้งเจาะยาง แล้วต่อยท้องสลับเข้าใส่ “ขุนเข่าทะลุฟ้า” ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์ นักมวยรุ่นน้องที่เตรียมตัวมาสู้อย่างดีเยี่ยมโดยเฉพาะยกที่ 4 เป็นยกที่ วิชายน้อย เร่งต่อยจนดีเซลน้อย ตัวงอและหน้าหวายไปหงายมา เข่าของดีเซลน้อยไม่สามารถสร้างความบอบซ้ำให้วิชาญน้อยเลย เมื่อครบ 5 ยก วิชาญน้อยจึงชนะคะแนนไป ท่ามกลางเสียงตบมือของแฟนมวยทั้งสนาม
คู่รอง
  • ณรงค์น้อย เกียรติบัณฑิต หรือ “ไอ้นาจ” จากกรุงเก่าศรีอยุธยา ความว่องไวและความแข็งแกร่งเป็นรองเผด็จศึก พิษณุราชนย์ แต่ณรงค์น้อยก็สู้อย่างสมศักดิ์ศรี พยายามเดินหน้าเข้าใส่แลกหมดแลกเท้ากับเผด็จศึกได้อย่างน่าชม ยกที่ 2 ณรงค์น้อยเสียจังหวะถูกเตะก้านคอทีหนึ่ง ถึงหล่นลงไปแต่ไม่โดนนับ ต่อจากนั้นณรงค์น้อยก็พยายามต่อยหมัดเพื่อเรียกคะแนนที่เสียไป แต่ก็เข้าไปเจอแข้งเจอเข่าเผด็จศึกจัง ๆ ตลอดเวลา ชกครบ 5 ยก เผด็จศึก ชนะคะแนนไปชาดลอย และได้รับการคัดเลือกให้ครองถ้วยพระราชทาน ในแบบมวยไทย
คู่อื่นๆ
  • สกัด พรทวี หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องน็อค เสกสรร ส.เทพพิทักษ์ ให้คว่ำคาเวทีเหมือนกรชกกันครั้งก่อนแต่เที่ยวนี้เสกสรรซ้อมเตรียมมาแก้ทางมวยเป็นอย่างดี การ์ดมวยอย่างรัดกุมค้ำซ้าย เตะชายโครง และโยนเข่าใส่สกัดจนรับแทบไม่ทันในยก 2 ยก 3, แต่ยก 4 สกัดก็ต่อยหมัดเข้าหน้าเสกสรร หงายไปหลายที แต่ยกสุดท้อยเสกสรรมาแก้คืนโดยเข่าทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้อีก แล้วชนะคะแนนไปอย่างดุเดือด (ชนิดเจ็บตัวด้วยกัน)
  • หนองคาย ศ.ประภัสสร ฉลาดกว่า และออกอาวุธมวยไทยครบเครื่องกว่า  ชิงเตะก่อนต่อยก่อนทำเอาขาวผ่อง สิทธิชูชัย เป็นรองมาตลอดในสามยก แต่ยกสี่ขาวผ่อง พยายามฟันศอกเข้าใส่ ทำเอาหนองคายถึงโหนกแก้มปูดเป็นลูกมะนาว แต่ยกสุดท้ายขาวผ่อง ดันออกมาเล่นรูปมวย เลยเจอแข้งหนองคายอัดเข้าอีกหลายครั้ง จึงแพ้คะแนนไปอย่างน่าเสียดายแทน
  • เก่งกาจ เกียรติเกรียงไกร ขึ้นชั้นทาบกับ เริงศักดิ์ พรทวี เลยถูกไอ้เริงหรือมนุษย์หินจากบุรีรัมย์ หลอกเตะหลอกต่อยเอาข้างเดียว ไม่มีลุ้นสักยก แล้วเริงศักดิ์ก็ชนะคะแนนไปแบบสบายๆ
  • ประวิทย์ ศรีธรรม นักชกขวัญใจนักเรียน ขึ้นมายกแรกก็ถีบเอา รักแท้ เมืองสุรินทร์ เจ้าของหมัดนรกแตกถึงล้มทั้งยืน แล้วประวิทย์ก็ใช้ฝีมือมวยไทยครบชุด ล่มจนรักแท้เข้าไม่ติดแพ้เละเทะทุกยก ประวิทย์ ก็ชนะคะแนนไปขาดเช่นกัน
  • ตะวันออก ศิษย์พูนชัย ใช้ความใหญ่กว่าเตะ เสมอสิงห์ เทียนหิรัญ จนยืนแทบไม่ติด แล้วชนะคะแนนไปตามฟอร์ม
  • ชาญชัย บูรพามิวสิค ใช้เข่าลุยถึงตัว แก้ว ศิษย์พ่อแดง กระหน่ำตีจนชนะคะแนนไปแบบหืดขึ้นคอ
  • รณชัย ศูนย์กีฬาหนองกี่ สร้างตราบาปให้กับตัวเอง เพราะหมัดตัวเองที่หนัก และรุนแรงไม่เข้าเป้าเลยแถมยังวืด คร่อมหัว เกียรตินนท์ ลูกบ้านพระ ตลอดเวลา จนถึงยกสุดท้าย กรรมการ สมจิต คุ้มชาติ ก็ไล่ลงจากเวทีไปข้อหาชกไม่สมศักดิ์ศรี
  • แมวป่า ศิษย์ช่าง ใช้ความสดและรวดเร็วกว่าทั้งแข้งทั้งเข่าปล้ำตีจนชนะคะแนน วังวนน้อย ลูกมาตุลีแล้วชนะคะแนน
  • ส่วนสากล 2 คู่ จักรเทพ ชูวัฒนะ ชนะคะแนน สุริยะ ปทุมวดี และมนต์สยาม ฮ.มหาชัย “รองแชมป์โลก” ในอดีตใช้ความเก๋ากว่า ตะบันเอา ขาวกระจ่าง ส.ธนิกุล ลงไปนับในยกที่ 5 แล้วชนะคะแนนไปหลังจากชกกันครบยก
  • มนต์สยาม ฮ.มหาชัย รับการคัดเลือก ให้ครองถ้วยพระราชทานแบบสากล
  • สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทองพระเนตร การแข่งขันมวนโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุน “ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล” ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2522 ในภาพ นายเฉลิม เชี่ยวสกุล ประธานการจัดการแข่งขันกราบบังคมทูลถวายรายงาน และแนะนำคณะกรรมการทราบฝ่าละอองพระบาท
8. มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 7
เวทีราชดำเนินได้ฟื้นฟูขึ้นมาจัดการแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ธนวาคม 2548 ภายใต้โครงการ “มวยเสด็จพระราชกุศล ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล เฉลิมพระเกียรติทรงครองราชย์ครบ 60 ปี เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลางครบรอง 60 ปี การสถาปนาเวทีราชดำเนิน

งานเด่นของสนามมวยราชดำเนิน

งานเด่นราชดำเนิน
หลังส่งครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใหม่ๆ “มวย” คือสุดยอดความมันส์และบันเทิงในยามเย็นประเภทหนึ่งของคนกรุงเทพฯ หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวทีราชดำเนินในช่วงเวลานั้นและต่อๆ มา อาจเป็นสิ่งเกินคาดหมายเหนือจินตนาการสำหรับคนรุ่นใหม่วัยมันส์ในวันนี้ ถ้าถือว่าเรื่องใดก็ตามที่ขึ้นต้นว่า ... “ครั้งหนึ่ง..นานมาแล้ว” ..เป็น “ตำนาน” บันทึกอดีตต่อไปนี้ก็น่าจะเรียกว่า “ตำนาน” ได้กระมัง
สุข – สมาน
ย้อนตำนานไปเมื่อ 57 ปีก่อน มวยรายการที่ “สุข ปราสาทหินพิมาย” ชกกับ “สมาน ดิลกวิลาศ” เมื่อ พ.ศ. 2491 ณ เวทีราชดำเนินนั้น ถือเป็นศึกใหญ่แห่งปีที่แฟนมวยตั้งตาคอยกันทั้งเมือง เพราะทั้งคู่คือสุดยอดมวยไทยรุ่นหนักที่ยังไม่เคยชกกันมาก่อน แม้ว่าจะได้มีความพยายามจัดให้ชกกันหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ
กระทั่งต้องส่งตัวแทนขึ้นไปติดต่อ “เยนเติ้ลแมน” – สมนา ดิลกวิลาศ ถึงจังหวัดเชียงราย
เพราะสมานขึ้นไปเป็นเถ้าแก่วิ่งรถโดยสารอยู่ที่นั่น โดยขอร้องว่า..ช่วยไปปราบ “ยักษ์สุข” ให้หน่อยเถอะ!! นั่นแหละ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสังเวียนจึงตกลงรับเงิน มัดจำ 3,000 บาท และเดินทางเข้ามาฟิตซ้อมใน กรุงเทพฯ ล่วงหน้ากว่า 1 เดือน หลังห่างสังเวียน ไปนานนับปี ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในวันชกแฟนมวยหลั่งไหลเข้าไปดูกันจนสนามมวยราชดำเนินยุตหลังคาโปร่งฟ้าแน่นขนัดยัดเยียด เพียงใด เอกเป็นว่าไม่มีที่ยืนก็แล้วกัน ไม่นับพวกกล้าตายที่อุตส่าห์ปีนขึ้นไปดูอยู่บนต้นหูกวางรอบเวทีแบบไม่กลัวตกลงมา คอหักอีกต่างหาก !!
ผลการชกลงเอยโดย “ยักษ์สุข” ในวัน 36 ปี ซึ่งฟิตซ้อมมาดีกว่าชนะคะแนนไป ได้ชกแก้มือกันอีกครั้งในปลายปี 2492 ที่จังหวัดลำปาง ผล ? เสมอกรรโชกโชน!!
สุข ประสารทหิน จับมือกับสมาน ดิลกวิลาศ ต่อหน้าพระยาจินดารักษ์ อาจารย์เจือ จักษุรักษ์ ม.จ.สุวิชากร วรวรรณ
และคณะกรรมการแข่งขันเวที ในการชกกันครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2491
อุสมาน – ทองใบ
อีก 2 ปีถัดมา วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2493 รายการยิ่งใหญ่ระดับ “ศึกแห่งทศวรรษ” ก็บังเกิดขึ้นอีก และถือเป็นไฮไลท์ของสนามมวยราชดำเนินใน พ.ศ. นั้น
นั้นก็คือ การพบกันครั้งแรกระหว่าง “โอรสเจ้าอาหรับ” อุสมาน ศรแดง สิงห์หนุ่มวัย 20 กับ “นายยางตัน” ทองใบ ยนตรกิจ เสือเก่าวัยฉกรรจ์อายุย่าง 30 ปี ถือเป็นศึกพิสูจน์ศักดิ์ศรีครั้งสำคัญของ “เด๊ท มีโรซ่า” หัวหน้าคณะ “ศรแดง” แห่งตรอกตำปีซา สีลม กับ เตี่ยตันกี้ “จอมขมังเวท” เจ้าสำนักยนตรกิจ ย่านวัดน้อยนพคุณราชวัตร
มวยคู่นี้ได้รับความสนใจจากมวลชนคนชอบมวยมากมายขนาดไหนนั้น ให้ตัวเลขเป็นผู้ตอบดีกว่าครับ
ในวันชก สนามเปิดตั้งแต่เวลา 10.00 น. ปรากฏวามีคนเข้าไปนั่งรอกันแล้ว ต้องใช้ทหารสารวัตรไล่ แต่หลายคนก็ดื้อแพ่งไม่ยอมออกทั้งที่แดดร้อนเปรี้ยง เพราะสนามยังไม่มีหลังคา บางคนเอาข้าวเข้าไปนั่งกินรอ กว่าจะถึง 16.00 น. เวลาที่มวยเริ่มชก ทุกชั้นทุกที่นั่งก็แน่นเอี่ยดไปหมดแล้ว..
รายการปกติเคยเก็บค่าดูชั้นสามเพียงหัวละ 10 บาท วันนั้นชาร์จขึ้นอีกเท่าตัว เป็น 20 บาท, ชั้นสอง 40 บาท เก็บค่าผ่านประตูได้ 117,725 บาท ใครอยากรู้ว่าคนดูกี่หมื่นกี่พันก็ลองใช้เครื่องคิดเลขคำนวณดูเอาเองละกัน!!
ผลการชก ยกแรกทองใบ โดนหมัดขาวทรุดลงไปนับ 2 หน หวิดอยู่หวิดไป แต่ระฆังช่วยไว้ สองยกสุดท้าย “เตี่ยตันกี้” สั่งเปลี่ยนแผนให้ทองใบระดมเตะพับนอกที่เรียกว่า “เหยียบแคมสำเภา” อย่างรุนแรงต่อเนื่อง ทำเอาอุสมานอ่อนระโหยลงทันตา กระทั้งสิ้นยกสุดท้าย “โอรสเจ้าอาหรับ” แพ้คะแนนเป็นเอกฉันท์      
งานนั้น ทองใบผู้ชนะรับเงินรางวัลไป 25,500 บาท ในขณะที่อุสมานรับไป 15,000 บาท
เงิน 25,000บาท สมัยนั้น ถอยรถเก๋งป้ายแดงออกมาคันหนึ่งแล้วยังมีเหลืออีกนะคุณ..!!
สัญญาตันกี้, ทองใบ, อุสมาน และเด๊ท มิโรซ่า จับมือทำสัญญาชกศึกใหญ่ประจำศตวรรษ
ประชาชนชาวพระนครหลั่งไหลเข้าสู่เวทีราชดำเนินในขณะที่อยู่ในระหว่างสร้างหลังคา เพื่อชมการแข่งขันระห่างอุสมาน ศรแดง กับ ทองใบ ยนตรกิจ หลายคนปีนขึ้นไปนั่งชมบนโครงสร้างหลังคา โดยไม่กลัวตกลงมาคอหักตาย รายการนี้ ค่าดูชั้นสาม 20 บาท ชั้นสอง 40 บาท เก็บค่าผ่านประตูได้ถึง 117,725 บาท ทองใบรับรางวัลไป 25,500 บาท ผู้แพ้รับไป 15,00 บาท

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

กุมารทอง ยนตรกิจ

นักมวยรุ่นเบาคนหนึ่งซึ่ง "ดัง" พอตัวเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนโน้นเป็นดาราเดิมพันที่เที่ยวตระเวน "กิน" เขาไปทั่ว ตั้งแต่เหนือจดใต้ ยันอีสานถือกันว่า เป็นมังกรรุ่นเยาว์ที่เจนจบวิทยายุทธ์ทั้งมวยไทยมวยสากลชนิดหาตัวจับยาก มีสถิติการชกโชกโชนกว่า 200 ไฟต์

เขาคือ...กุมารทอง ยนตรกิจ ศิษย์รุ่นจิ๋วของเตี่ยตันกี้เจ้าสำนัก "ยนตรกิจ" เกิดที่เมืองจีนเมื่อ พ.ศ. 2482 ชื่อจริงๆ "ตังกวย แซ่ลิ้ม" เตี่ยพาอพยพมาเมืองไทยตั้งแต่ตัวเล็กๆ โดยตั้งร้านขายกาแฟอยู่ใกล้ๆ ค่ายมวย ยนตรกิจ ซอยวัดน้อยนพคุณ ราชวัตร เดินส่งกาแฟทุกวันจนคุ้นเคยกับทุกคนในค่าย เจ้ากวยชมชอบเรื่องชกต่อยอยู่แล้ว จึงเริ่มหัดชกหัดต่อยจากแบบที่เห็นรุ่นใหญ่เขาหัดกัน จนคล่องแคล่วไปทุกกระบวน แต่ไม่ได้ชก เพราะยังตัวกะเปี๊ยกอยู่มาก

เจ้ากวย ได้ขึ้นชกมวยจริงๆ เมื่ออายุ 16 ปี ในชื่อ "กุมารทอง ยนตรกิจ" ความที่เป็นหนุ่มลูกจีน ผิวขาว รูปร่างผอมบาง แต่ชกสนุกหนักหนาจึงได้รับความเอ็นดูจากแฟนมวยเป็นพิเศษและดังขึ้นอย่างรวดเร็ว

สมัยที่เป็นแฟนมวยชาวไทยเห่อมวยจีน กุมารทองเคยถูกพาปลอมชื่อเป็น "หลีง่วนป่า" อ้างว่าเป็นมวยจีนไปชกที่เชียงราย 3 คืนติดกัน ชนะทั้ง 3 คืน อีกทีสวมวิญญาณมวยจีน "มุ่ยจั๊วะ" ไปชกที่อำเภอสวี ชุมพร ก็ดันไปเอาเข่าตีดาวรุ่งท้องถิ่นดิ้นไปในยกที่สาม เสร็จแล้วเกิดมีคนจำได้ว่าไอ้ตี๋นี่มันคือ "กุมารทอง ยนตรกิจ" นี่หว่า จึงเอะอะขึ้นแถมจะเรียกพวกรุมสกรัมเข้าให้อีก ต้องรีบวิ่งหนีขึ้นรถไฟอย่างลนลานทั้งที่อยู่ในชุดนักมวยจีน รอดมาจากการถูกรุมตึ๊บไปอย่างหวุดหวิด

กุมารทอง หรือ "ชีกวย" เล็กมวยแล้วตั้งร้านกาแฟเจริญรอยเตี่ยอยู่แถวค่ายมวยแห่งเดิม แต่กำไรไม่ดี ตอนหลังจึงมาเปิดร้านขายอาหารชื่อ "กุมารทอง ยนตรกิจ" อยู่ริมคลองเทเวศร์ แต่งงานกับสาวตลาดพลูชื่อ วันทนา จิตธรรมะชัย มีลูกด้วยกันสามคน

เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มี.ค. 38 ชีกวยออกจากบ้านไปซื้อของเตรียมเปิดร้านตากปกติที่ตลาดสำโรง โดนรถตู้ชนแล้วหนี เมียเห็นหายไปจึงเที่ยวตามหากว่าจะรู้ว่าตายก็ล่วงเข้าวันอาทิตย์ และนำศพออกจากนิติเวช รพ.ตำรวจ มาตั้งบำเพ็ญกุศล 7 วัน ฌาปนกิจที่วัดเทวราชกุญชร เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มี.ค. 2538 อายุ 56 ปี

ข้อแก้ไข เรื่องการชกมวยกันถึงตาย มวยคู่นายตันกี้ ยนตรกิจ

ข้อความจากเว็ปไซต์ http://www.samkhum.com/webboard/index.php?topic=189.0 พิมพ์ว่า  มวยสมัยโบราณที่ชกกันถึงตายก็คือ มวยคู่ของครูตันกี้ ยนตรกิจ กับ โนรีซึ่งเป็นมวยไชยา ครูตันกี้ ยนตรกิจ ก็เป็นต้นตำรับฉบับม้าย่อง ทีนี้โนรีชก ทั้ง ๖ วันเนี่ยไม่มีใครสู้ได้เลยนะครับ แล้วก็ไปชกลูกศิษย์ครูตันกี้ ครูตันกี้ก็โมโหขึ้นชกในวันที่ ๗ ขึ้นไปชกปั๊ป ครูตันกี้ก็ชกกับโนรี โนรี ก็กระโดดข้ามหัว อีท่าไหนไม่รู้ อาจจะชก อาจจะอะไรไม่ทราบนะครับ กระโดดข้ามหัว เอาส้นเท้าเตะหน้าผากครูตันกี้แตก ครูตันกี้ก็โมโห ทีนี้ก็เข้าไปเบียด เบียดปั๊ป ควักลูกตาหลุดเลยนะครับ ครูตันกี้ควักลูกตาโนรีหลุดเลย โนรีก็โมโหเหมือนกัน ก็ให้พี่เลี้ยงตัดสายตาที่ห้อยออกมาทิ้ง ครูตันกี้ก็ไปเบียด หักแขนอีก เหลือตาข้างเดียว มองอะไรก็ไม่ค่อยเห็นแล้วใช่ไหมฮะ เข้าหักแขนอีก ก็แพ้ ไป แล้วก็ไปเป็นบาดทะยักตายที่บ้าน....

ความจริงคือ ครูตันกี้ ยนตรกิจ ได้ชกกับนักมวยไชยาชื่อโนรี ท่านได้ชกท่าที่ตนถนัดคือควักลูกนัยตาของคู่ต่อสู้ การชกกันในครั้งนี้ได้ขึ้นชกเป็นเวลา1วันเท่านั้น และไม่ได้ให้ลูกศิษย์ขึ้นชกกัน 6วัน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีมีการจัดตั้งค่ายมวยและไม่มีการรับลูกศิษย์แต่อย่างใด ลูกศิษญ์คนแรกคือนายทองใบ สนสร้อยแต่ก็นานมากถ้านับจากการที่นายตันกี้ ยนตรกิจชกในครั้งนั้น อย่างที่เว็บไซต์ของครูเล็ก บ้านช่างไทย กล่าวอ้าง( http://www.samkhum.com/webboard/index.php?topic=189.0 )

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

สายเพชร ยนตรกิจ


สายเพ็ชรมีนามจริงว่า "ซอฮั่ง แซ่หลาย" เกิดบนผืนแผ่นดินใหญ่ ที่หมู่บ้านตระกูลหลาย เมืองโผวเล้ง วันเกิดของเขาตามปฏิทินจีนคือวันชิวอิด เดือนแปด ตรงกับปฏิทินสากลคือวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๔๗๕ เป็นบุตรคนโตของนายหล่งจ๋าย แซ่หลาย และนางอั่งย้ง แซ่พัว มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๔ คน เป็นชายล้วน เมื่อเขาอายุได้เพียง ๑๐ ขวบ บิดาก็เสียชีวิตลง ต่อมาน้องที่ ๓ ก็ต้องเสียชีวิตไปอีกคน ส่วนน้องคนเล็กสุดญาติขอไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม อีก ๒ ปีต่อมาปู่ก็เสียชีวิตลงอีก ประกอบกับเวลานั้นเมืองโผวเล้งต้องประสบภัยแล้ง และที่ดินทำนาก็มีอยู่น้อย แม่จึงตัดสินใจพาเขากับน้องคนรองเดินทางมาตายเอาดาบหน้าที่เมืองไทย ซึ่งเวลานั้นตาและญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายแม่ได้เดินทางมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เพชรบุรีก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว

เวลานั้นสงครามโลกสงบลงแล้ว เขามีอายุราว ๑๒-๑๓ เท่านั้น ทั้ง ๓ แม่ลูกเดินทางโดยเรือสินค้ารอนแรมทะเลมานับเดือนจึงถึงเมืองไทย "ผมเกือบเลี้ยงปลาซะแล้ว" เขาเล่าถึงระหว่างทางที่เดินทางมา "มาเรือสินค้าต้องอยู่ใต้ท้องเรือ หน้าต่างก็ไม่มี มันร้อนจนทนไม่ไหว ผมเลยหนีขึ้นไปนอนบนดาดฟ้าเรือ แม่ก็ไม่รู้ ไม่ตกทะเลเลี้ยงปลาก็ดีแล้ว"

เมื่อเรือมาถึงก็ขึ้นกันที่ปากน้ำ เพราะคนมากมายเขาก็หลงกับแม่อีก แม่พาน้องไปด้วย จนต่างคนต่างขึ้นรถมาเจอกันอีกที่วังแดงอันเป็นศูนย์รวมของผู้โดยสารเรือ จากนั้นจึงเดินทางต่อไปราชบุรี ซึ่งคนนำพาจะได้จัดให้ขึ้นรถมุ่งสู่เพชรบุรีต่อไป แต่การเดินทางในสมัยนั้นล่าช้า ถึงราชบุรีก็ใกล้ค่ำ ต้องพักแรม เพราะเส้นทางไปเพชรบุรีนั้นเปลี่ยว มาถึงราชบุรีเขาก็ออกเดินดูบ้านเมืองซึ่งเป็นของแปลกใหม่ ที่นี่มีคนจีนด้วยกันมาถามเขาว่ามาจากไหน จะหาใคร เขาก็เลยถามหาคนแซ่หลายและแซ่พัวที่มาอยู่ที่นี่ ก็เลยได้รับความช่วยเหลือจากคนแซ่หลายหาที่พักแรมให้คืนหนึ่ง รุ่งเช้าจึงเดินทางไปเพชรบุรี และได้พบกับตาและพี่ชายน้องชายของตาที่ได้มาปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นั่น

เมื่อตามาอยู่เมืองไทยก็ได้มีครอบครัวใหม่แล้ว เขาจึงอาศัยอยู่กับพี่ชายของตา และออกรับจ้างทำงานทุกอย่างโดยไม่เลือก ตั้งแต่รับจ้างหาบน้ำ ส่งเลือดหมู ส่งน้ำแข็ง ขายไอศกรีม ส่งไม้กระดาน ทำขนมเปี๊ยะ และเป็นลูกจ้างในร้านทำขนมจันอับ ในวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่นนี้คนหนึ่งที่ได้เกื้อกูลเขาเป็นครั้งคราวเสมอด้วยความเมตตาคือคุณผาด อังกินันทน์ (พ่อของคุณปิยะ อังกินันทน์ นักการเมืองชื่อดังของเพชรบุรี) ส่วนแม่กับน้อง เวลาต่อมาก็เข้ามากรุงเทพฯ โดยมาทำงานในร้านทำฟันของญาติ

สายเพ็ชรไม่มีโอกาสได้เข้าโรงเรียน แต่ด้วยการช่วยสอนของน้า (ลูกของตาที่เกิดกับภรรยาใหม่) ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับเขา เขาก็พยายามจนอ่านหนังสืออย่าง "นกกางเขน" ได้ เมื่อโตขึ้นสนใจเรื่องมวยก็หัดอ่านจากหนังสือมวยเอาเองจนคล่องหนังสือไทย
สายเพ็ชรฉายแววนักสู้มาตั้งแต่เด็ก สนใจในกีฬาหมัดมวย เมื่อมาทำงานเป็นลูกจ้างก็เก็บเงินซื้อนวมมาซ้อมกับเพื่อนลูกจ้าง บางครั้งก็มีการชกต่อยกับพวกวัยรุ่นด้วยกัน ซึ่งบางคนก็เคยหัดมวยมาแล้ว เมื่อปิยะ อังกินันทน์ ซึ่งชอบพอกับเถ้าแก่ร้านจันอับที่เขาทำงานอยู่ มาเห็นเขาซ้อมเข้าบ่อยๆ รู้ว่าชอบ ก็เลยพาไปฝากค่ายมวย "ณ สายเพ็ชร" ของครูณรงค์ ฉายะสนธิ

เขาหัดอยู่ได้ไม่ถึงเดือน ก็พอดีกับมีงานประจำปีเขาวัง (ปี พ.ศ. ๒๔๙๕) ก็ได้ไปเที่ยวและขึ้นเปรียบมวยกับเขา ในการชกคราวแรกนั้น เขาใช้ชื่อว่า "กิมหั่ง ณ สายเพ็ชร" เพราะขณะนั้น "กิมหั่ง ศิษย์ผล" นักมวยกรุงเทพฯ เชื้อสายจีนกำลังมีชื่อเสียง ประกอบกับตัวเขาเองก็มีชื่อจริงว่า "ซอฮั่ง" ด้วย ("หั่ง" กับ "ฮั่ง" เป็นคำคำเดียวกัน แปลว่า "ยุทธ" ที่เขียนต่างกันนั้น เป็นเรื่องของการถอดเสียง ทำนองเดียวกับแซ่ "ไหล" กับแซ่ "หลาย" นั่นเอง)

สายเพ็ชร หรือ "กิมหั่ง ณ สายเพ็ชร" เปรียบได้คู่กับอำนาจ นฤภัย มวยอาชีพจากกรุงเทพฯ เขาเล่าถึงการชกครั้งนั้นว่า ตัวเองไม่ประสีประสาเลย พอขึ้นเวทีก็ลงนั่งคุกเข่าจะไหว้ครู จนพี่เลี้ยงต้องบอกว่า ต้องใส่นวมก่อน ผลการชกปรากฏว่าเสมอกัน ได้รางวัลมา ๑๗๕ บาท เขาเอาเงินจำนวนนั้นไปให้แม่ แต่แม่ไม่ยอมรับเพราะโกรธ และห้ามไม่ให้เขาริไปชกมวยอีก

เมื่อแม่ห้าม สายเพ็ชรจึงหยุด แต่ก็ยังคงฟิตซ้อมไปเรื่อยๆ เมื่อว่างงาน พอดีกับในช่วงนั้นเกิดไฟไหม้ใหญ่ในตลาดเมืองเพชร จึงมีการก่อสร้างตึกใหม่ๆ ขึ้นมาก เขาออกจากงานลูกจ้างร้านจันอับ ไปสมัครเป็นลูกมือช่างทาสี จึงมีเวลาฝึกซ้อมมวยมากขึ้นในเวลาหลังเลิกงาน

เขาว่างเว้นจากการขึ้นชกครั้งแรกไปหนึ่งปีเต็ม พอมีงานเขาวังในปี ๒๔๙๖ เขาก็ไปเปรียบมวยอีก "ผมไปในชุดช่างทาสีเลย" เขาเล่า "ไปกับเพื่อนชื่ออุสมาน เป็นแขก ไปเปรียบด้วยกัน" คู่ชกในวันนั้นของเขาชื่อ "สุธา" ซึ่งเขาเล่าว่า สุธานั้น "หาคู่ชกไม่ได้อยู่หลายวัน ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ประสาน ณ สายเพ็ชร มันก็ยุว่า เอาเลยฮั่ง ก็เลยขึ้นไปเปรียบทั้ง ๒ คน เป็นตี๋คนกับแขกคน สุธาเลือกเอาตี๋" พอเปรียบเสร็จ เพื่อนๆ จึงบอกเขาว่าคู่ชกของเขาคือ "สุธา นฤภัย" นักมวยผู้โด่งดัง เคยผ่านเวทีราชดำเนินมาแล้ว เมื่อเพื่อนถามว่าจะสู้เขาหรือ เขาก็ตอบว่า "ถ้ากูไม่สลบ กูสู้ ถ้ายังรู้สึกตัว กูไม่ยอม"

สุธาเป็นมวยรอจังหวะสอง "ถ้าชกแบบนี้ แพ้แน่นอน" เขาเล่า พอขึ้นยก ๓ เขาแกล้งเตะผิด สุธารุกเข้ามาหมายจะสวน แต่เขาดักด้วยหมัดเดียวจนสุธาร่วงลงไปให้กรรมการนับ "พอลุกขึ้นมา กรรมการบอกล้ม ๓ ครั้งจับแพ้ ผมเลยเข้าลุยใหญ่" เขาเล่าต่อ ผลปรากฏว่า เขาชกสุธาจนล้มลุกคลุกคลาน ลงไปกองกับเวทีถึง ๕ ครั้ง กรรมการจึงจับสุธาแพ้แบบเทคนิคเกิลน็อคเอ๊าต์ในยกนั้นเอง

ชกครั้งที่ ๒ แล้ว แม่เลยส่งให้เขาเข้าไปทำงานกรุงเทพฯ โดยเป็นลูกจ้างอยู่ร้านมวนบุหรี่ ย่านวัดสามปลื้ม มาอยู่ได้ไม่นานนักนักเลงเจ้าถิ่นก็เขม่น จนเกิดการท้ากันขึ้น เขาท้าชกกันตัวต่อตัว นักเลงผู้นั้นไม่ยอมสู้ แต่ให้ไปชกกับเพื่อนซึ่งเป็นทหารและตัวใหญ่กว่าเขาแทน เขาซ้อมเสียจนทหารผู้นั้นหน้าตาบวม เมื่อสู้ไม่ได้นักเลงผู้นั้นก็คอยดักจะแทงเขาด้วยกรรไกร แต่ก็มีคนห้ามปรามไว้ได้ แต่พอถึงกลางคืนก็ยกพวกมากันอีก เถ้าแก่เจ้าของร้านเห็นท่าจะไม่เป็นเรื่องจึงให้เขาออกจากงาน เขาจึงกลับเพชรบุรีอีกครั้ง ยึดอาชีพช่างทาสีต่อไป

เมื่อกลับไปถึงเพชรบุรีนั้นเป็นช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีน เขาเลยไปเที่ยวพระพุทธบาทกับเพื่อนๆ แล้วก็ขึ้นเปรียบมวย ได้คู่ชกกับสัญลักษณ์ ศรีอยุธยา ในการชกคราวนี้เขาใช้ชื่อว่า "สุดใจ ณ สายเพ็ชร" เขาเตะท้องสัญลักษณ์ ๓-๔ ที สัญลักษณ์ก็ลุกไม่ขึ้น เป็นอันว่าเขาชนะน็อคไปในยกแรกนั้นเอง
หลังจากการชกครั้งที่ ๓ พอดีกับผู้รับเหมาทาสีจากกรุงเทพฯ ที่เคยรับงานที่เพชรบุรี และคุ้นเคยกับเขาได้ชักชวนให้เขามาทำงานด้วยกันที่กรุงเทพฯ เขามาได้ไม่นาน ผู้รับเหมาอีกรายได้รับเหมางานทาสีในวังสวนจิตรลดา ก็ชักชวนเขามาทำงานด้วยอีก

ในหมู่เพื่อนร่วมงานนั้น มีอยู่คนหนึ่ง เมื่อเลิกงานตอนเย็นแล้ว ก็จะไปซ้อมมวยเสมอๆ เขาจึงสอบถามได้ความเพื่อนผู้นั้นเป็นนักมวยในชื่อ "ล้ำเลิศ ยนตรกิจ" เขาจึงขอให้เพื่อนพาไปสมัครที่ค่ายยนตรกิจด้วย ซึ่งอยู่แถววัดน้อยนพคุณ ไม่ไกลจากที่ทำงานนัก

เมื่อเพื่อนพามาถึงค่าย "เตี่ยตันกี้" ปรมาจารย์ของคณะยนตรกิจก็ให้เขาลองเตะกระสอบให้ดูต่อหน้านักมวยน้อยใหญ่ที่ซ้อมกันอยู่ แม้ทุกคนออกปากว่า "ไอ้นี่เป็นมวย" แต่เขาก็บอกว่า ไม่เป็น แต่เคยหัดมาบ้าง และชกมาเพียง ๓ ครั้ง เตี่ยตันกี้เห็นหน่วยก้านแล้วก็ตกลงรับเขาไว้ โดยให้ไปลงชื่อไว้กับชัยยุทธ ยนตรกิจ บุตรชายผู้ทำหน้าที่ดูแลจัดการค่าย ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ได้รับการแนะนำชั้นเชิงการชกมวยจากรุ่นพี่ เช่น ทองใบ ยนตรกิจ และบาง ยนตรกิจ โดยกลางวันก็ไปทำงานทาสีตามปรกติ ตอนเย็นก็กลับมาซ้อมมวยและพักที่ค่ายยนตรกิจนั้นเอง

จนถึงงานประจำปีเขาวัง เพชรบุรี ทางคณะยนตรกิจก็มอบหมายให้เขานำเพื่อนนักมวยร่วมค่ายไปชกในงาน ในฐานะที่เขาคุ้นเคยกับเพชรบุรีมาก่อน เขาขึ้นชกในงานนี้ด้วย โดยยังคงใช้ชื่อสุดใจ ณ สายเพ็ชร เช่นเดิม เสมอกับสมชาย ลูกสุรินทร์

กลับมากรุงเทพฯ แล้ว ชัยยุทธ ยนตรกิจ ก็เสนอชื่อเขาขึ้นชกต่อไป ตามปรกติที่ค่ายยนตรกิจจะรับหนังสือมวยเป็นประจำ เขาก็ได้อาศัยหนังสือที่เขาชอบนี้เป็นที่ฝึกอ่านและติดตามข่าวไปด้วย เมื่อเห็นชื่อ "สายเพ็ชร ยนตรกิจ" อยู่ในหน้าหนังสือ และมีรายการชกที่เวทีราชดำเนิน ด้วยความสงสัย เขาก็ถามชัยยุทธว่า สายเพ็ชรเป็นใคร "ก็แกนั่นแหละ" ชัยยุทธตอบ "ผมงี้ใจวูบเลย ได้ชกราชดำเนินหนแรก" เขาเล่าอย่างสนุก คู่ชกของเขาคือหย่วน นฤภัย เพียงแค่ยกแรกเขาก็ใช้หมัดเคาะหย่วนจนลงไปชัก รายการต่อมาก็พบกับประเดิม กิ่งเพชร ผลก็คือประเดิมแพ้น็อคไปในยกแรกอีกคน จากนั้นเขาก็ถล่มสมพร พงษ์สิงห์ จนแพ้น็อคในยกแรกอีกเป็นรายที่ ๓

จากชัยชนะในยกแรกติดๆ กันถึง ๓ ครั้ง เขาก็ได้ขึ้นชกกับจักรวรรดิ์ พงษ์สิงห์ รองแชมเปี้ยนอันดับ ๗ รุ่นเฟเธอร์เวทของเวทีราชดำเนิน เขากระหน่ำทั้งหมัดและเท้าจนจักรวรรดิ์แพ้น็อคไปในยกที่ ๓ และก็ได้เข้าไปครองตำแหน่งรองแชมป์อันดับ ๗ แทนที่

จากนั้นมาสายเพ็ชร ยนตรกิจ ได้ขึ้นชกอีกประมาณ ๒๐ ครั้งโดยไม่เคยแพ้ใคร และเมื่อเขาชนะจเร ราชวัฏ รองแชมเปี้ยนอันดับ ๑ ได้ เขาก็มีสิทธิ์ท้าชิงแชมป์ของรุ่นได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งขณะนั้นชูศักดิ์ ราชวัฏ เป็นผู้ครองตำแหน่งแชมเปี้ยนของรุ่นนี้อยู่ (เวลานั้นแต่ละรุ่นมีตำแหน่งแชมป์ของเวทีราชดำเนินเพียงเวทีเดียว จะนับว่าเป็นตำแหน่งแชมเปี้ยนแห่งประเทศไทยก็ได้)

ระหว่างการรอคอยที่จะขึ้นชิงแชมป์นั้นเอง ค่ายยนตรกิจก็จัดมวยยกทีมไปชกกับทีมลูกทักษิณที่จังหวัดยะลา โดยเขาจะต้องพบกับจุฬา ลูกทักษิณ เป็นคู่เอกของรายการ แต่ก่อนวันจะเดินทางเขาเกิดมีอาการเล็บหัวแม่เท้าขบทั้ง ๒ ข้างจนลงนวมซ้อมคู่ไม่ได้ และยังต้องนั่งรถไฟไปอีกหนึ่งวันกับหนึ่งคืน ไม่ได้หลับนอน พอขึ้นชกเพียงแค่ยก ๒ เขาก็หมดแรง ถูกจุฬาปล้ำฟัดตีเข่าจนแพ้คะแนน การแพ้ครั้งแรกในคราวนี้ทำให้เขาน้อยใจจนคิดจะเลิกอาชีพนี้ แต่ชัยยุทธ หัวหน้าค่ายห้ามไว้ เขาจึงลงมือฟิตซ้อมต่อไป

กลับจากยะลาแล้ว เขาขึ้นไปชกกู้ชื่อที่เวทีสุรนารี นครราชสีมา ชนะน็อคบวร สุรนารี ยกแรก และชนะน็อคบรรจง สุพรหม ในยกแรกอีกเช่นกัน

เมื่อกลับมาชกที่ราชดำเนินเขาได้ขึ้นชิงตำแหน่งแชมป์ที่ว่างลงกับจุฬา ลูกทักษิณ คู่ปรับเก่าซึ่งอยู่ในอันดับ ๑ ส่วนเขาเวลานั้นอยู่ในตำแหน่งรองอันดับ ๒

ที่ตำแหน่งว่างลงเพราะขณะนั้นชูศักดิ์ ราชวัฏ แชมเปี้ยนของรุ่นได้ขึ้นชกกับสิงหเดช สมานฉันท์ (หรือ รุ่งภาณุ) แล้วถูกกรรมการไล่ลง หาว่าชกสมยอม ชูศักดิ์จึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง เมื่อตำแหน่งว่างลง รองแชมป์อันดับ ๑ กับอันดับ ๒ จึงต้องขึ้นพบกันเพื่อชิงตำแหน่งนี้

ในการชกกับจุฬาหนนี้ นอกจากจะเป็นการชิงตำแหน่งแชมเปี้ยนรุ่นเฟเธอร์เวทของเวทีราชดำเนินแล้ว ยังเป็นการชกแก้มือของสายเพ็ชรอีกด้วย เขาเล่าถึงการชิงตำแหน่งในวันนั้นว่า "ถึงวันชิง ผมงง ผมชกจุฬาล้มไป ๔ ครั้ง แต่กรรมการประเสริฐ บุญสม ไม่ยอมจับ ยังไงก็ไม่รู้ พอผมชกล้มครั้งที่ ๕ คราวนี้จับมือผมชูเลย ผมดีใจไม่นั่งเก้าอี้เลย พี่เสริม (ยนตรกิจ) เป็นพี่เลี้ยงบอก นั่งซิ ผมบอก นั่งทำไม ชนะแล้ว พี่เสริมบอกว่า ยังไม่ชนะ ระฆังช่วยไว้ตอนยกมือพอดี ผมเลยต้องชกต่อไปจนครบ ๕ ยก หนังสือพิมพ์ยังบอกเลยว่า ชกหนเดียวถูกชูมือ ๒ หน" เป็นอันว่าเขาชนะคะแนน แก้มือสำเร็จ และได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนของรุ่นมาครอง
งกับ พ.ศ. ๒๔๙๘ เขาเป็นหนุ่มมีอายุได้ ๒๓ ปี เริ่มชกมวยอาชีพมาได้เพียงปีเศษ ถ้านับตั้งแต่ออกจากเมืองโผวเล้งบ้านเกิดมาก็เป็นเวลาถึง ๑๐ ปีแล้ว

สำหรับจุฬา ลูกทักษิณ ผู้นี้ ต่อมาก็ได้กลับมาเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งอีกครั้ง แต่ก็โดนสายเพ็ชรถล่มจนพ่ายแพ้กลับไปอีก หนสุดท้ายมีการแก้มือกันที่จังหวัดสงขลา และจุฬาก็พ่ายอีกเป็นหนที่ ๓ "ผมชกกับจุฬา ๔ ครั้ง ชนะ ๓ ครั้ง แพ้ ๑ ครั้ง" เขากล่าวถึงคู่ชกที่ได้ชกกันมากครั้งที่สุด "ตอนหลังมันไม่สู้ผมเลย กลัวหมัด เอาแต่ถอย ไม่สนุกเหมือนเก่าแล้ว"

พอได้แชมป์แล้ว คู่ชกก็เริ่มหายาก เขาจึงลงไปตะกั่วป่า ชนะน็อคชูศักดิ์ ราชวัฏ อดีตแชมเปี้ยนของรุ่นยกแรก แล้วน็อคฉลวย อุดมศักดิ์ ยก ๓ น็อคลิขิต วิถีชัย เจ้าของฉายา "ไอ้หมัดผีสิง" ยก ๓ จากนั้นก็ชนะเลิศลอย นักมวยจากพังงา และชนะยูโซ้ะ ม่วงดี ที่สุราษฎร์ธานี
จากมวยไทย เขาหันมาชกแบบสากลบ้าง โดยครั้งแรกกับฤทธิรงค์ เลิศฤทธิ์ ในกำหนด ๖ ยก การที่เขาต้องขึ้นชกกับฤทธิรงค์นี้ เป็นเพราะก่อนหน้านี้ศุภชัย พินธุวัฒนะ ได้ขึ้นชกอุ่นเครื่องกับฤทธิรงค์ แต่ถูกฤทธิรงค์เผาเครื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนชกศุภชัยเป็นต่อถึง ๕๐ เอา ๑ ก็ไม่มีคนรอง ทางคณะเลิศฤทธิ์จึงท้าทายคณะยนตรกิจ ให้สายเพ็ชรลองมาชกแบบสากลกับฤทธิรงค์ดูบ้าง เมื่อชกกันจริง สายเพ็ชรก็เอาชนะฤทธิรงค์ได้แบบคะแนนห่างกันขาดลอย (ต่อมาฤทธิรงค์ขอแก้มือแบบมวยไทยที่เพชรบุรี แต่ก็แพ้สายเพ็ชรอีก)

ต่อมาเขาลงไปชกที่หลังสวน ก็ชนะคะแนนนำชัย ศ. ท่ายาง แล้วชนะชัยพร เมงรายมหาราช อย่างดุเดือด ขึ้นชกที่เวทีลุมพินีซึ่งตั้งขึ้นใหม่ ในรายการใหญ่ซึ่งมีประยุทธ อุดมศักดิ์ "ม้าสีหมอก" กับสามารถ ศรแดง "เชน" เป็นคู่เอก มีศรีสวัสดิ์ เทียมประสิทธิ์ กับเมฆดำ เลือดชาวฟ้า เป็นคู่รอง สายเพ็ชรขึ้นชกกับกิมหั่ง ศิษย์ผล นักมวยที่เขาเคยยืมชื่อไปใช้เมื่อขึ้นชกครั้งแรกที่เพชรบุรี ผลปรากฏว่าสายเพ็ชรเอาชนะคะแนนกิมหั่งได้อย่างดุเดือด จากนั้นจึงข้ามรุ่นไปเอาชนะสุรศักดิ์ บาร์โบส เจ้าของฉายา "ไอ้หมีดำ" ได้ แล้วมาชนะน็อคสุรัตน์ชัย ศ. บางคอแหลม ยก ๑ ไปชนะคะแนนรักเกียรติ ส.ส. (เกียรติเมืองยม) ที่หัวหิน เสมอกับสิงห์ ร.ส.พ. ที่ปราจีนบุรี ต่อมาชนะอมรศักดิ์ บาร์โบส และนกน้อย ท.ส. ทั้งหมดนี้เป็นสถิติส่วนหนึ่งแห่งชัยชนะของเขา อย่างไรก็ตามในระหว่างที่เป็นแชมเปี้ยนนี้ เขาพลาดท่าไปแพ้สรศักดิ์ บาร์โบส หนหนึ่งที่ลพบุรี การชกครั้งนี้เป็นการชกนอกรอบ

สายเพ็ชรขึ้นชกป้องกันตำแหน่งกับผู้ท้าชิงหลายคน เช่น ปฐมชัย ชมศรีเมฆ, กิมหั่ง ศิษย์ผล, สรศักดิ์ บาร์โบส สำหรับสรศักดิ์นี้ได้ขึ้นชิงตำแหน่งถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกเสมอกัน ครั้งที่ ๒ เขาก็ยังป้องกันตำแหน่งไว้ได้และแก้มือสำเร็จ โดยเอาชนะคะแนนสรศักดิ์ได้ และหลังจากที่เขาป้องกันตำแหน่งหนสุดท้ายกับอิศรศักดิ์ บาร์โบส แล้ว เห็นว่าไม่มีคู่ชกด้วย เพราะชนะมาหมดแล้ว อีกทั้งทางเวทีก็ห้ามมิให้แชมเปี้ยนมาชกชิงตำแหน่งในมวยรอบรุ่นต่างๆ อีกด้วย ทำให้ไม่มีโอกาสได้ขึ้นสังเวียนมากนัก เขาจึงตัดสินใจสละตำแหน่งแชมเปี้ยนมวยไทย และหันไปเอาดีทางมวยสากลดูบ้าง

ในการชกมวยสากล เขาเคยชนะฤทธิรงค์ เลิศฤทธิ์ มาแล้ว โลเป ซาเรียล จึงพาไปชกที่ฟิลิปปินส์ ครั้งแรกเสมอกัลลิตเติล ซีซาร์ รองแชมเปี้ยนโลก และชนะคะแนนอีมิน ทินเด อย่างขาดลอย

กลับมาเมืองไทย พันเอกเอิบ แสงฤทธิ์ (ยศในขณะนั้น) จัดให้ขึ้นชกที่เวทีลุมพินีกับยามารา จอมทรหดจากญี่ปุ่น เขาเป็นฝ่ายชนะคะแนน หนต่อมาที่เวทีราชดำเนินพบกับตานากา นักมวยญี่ปุ่นอีก และเขาชนะคะแนนอีก แต่หนที่ ๓ เขาต้องแพ้คะแนนแก่มิอูราที่เวทีลุมพินี เพราะต้องลดน้ำหนักมาก

หลังจากการชกครั้งนี้แล้ว สายเพ็ชรก็หยุดชกไปเกือบปี ในช่วงนี้เขาได้หมั้นหมายกับนางสาวเง็กลั้ง แซ่ลิ้ม สาวตำบลพรหมมะเดื่อ นครชัยศรี โดยผู้ใหญ่แนะนำให้รู้จักกัน

หลังจากการหมั้นหมายแล้ว เขาก็กลับมาอีกหนในแบบสากล หนนี้เขาถูกประกบให้ชกกับราชโอรส ลูกราชวัลลภ แต่แล้วในวันชกปรากฏว่าได้มีการจัดเอาสุพรชัย ร.ส.พ. (เจริญเมือง) นักมวยรุ่นน้องจอมทรหด เจ้าของฉายา "แรดดง" ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอยู่ในรุ่นไลท์เวท มาชกแทน ผลการชกก็คือสายเพ็ชรได้ชัยชนะในแบบคะแนน

เขาได้รับค่าตัวในการชกคราวนี้เพียง ๖๐๐ บาท "ผมเลยเลิกชก" เขากล่าวถึงการประกาศแขวนนวมหลังจากการชก "มันไม่คุ้มค่าบำรุงร่างกาย"

สายเพ็ชร ยนตรกิจ ประกาศแขวนนวมในปี ๒๕๐๓ ตลอดชีวิตการชกมวยประมาณ ๕๐-๖๐ ครั้งของเขา เขาแพ้เพียง ๓ ครั้ง คือมวยไทยแพ้แก่จุฬา ลูกทักษิณ และสรศักดิ์ บาร์โบส ซึ่งเขาก็สามารถแก้มือได้สำเร็จทั้ง ๒ คน ในส่วนมวยสากลนั้น เขาแพ้แก่มิอูรา และไม่ได้กลับมาชกกันอีก เพราะเขาประกาศอำลาเวทีสังเวียนแล้ว

เพราะฝีมือของเขานั่นเอง หนังสือพิมพ์หมัดมวยในเวลานั้นจึงตั้งฉายาให้เขาว่า "มังกรร้ายเมืองโผวเล้ง" ทำนองเดียวกับที่วิหค เทียมกำแหง เคยได้ฉายา "ปักษาร้าย" มาแล้ว ก่อนหน้านี้นับด้วยสิบปี

หลังจากเลิกชกมวยแล้ว สายเพ็ชร ยนตรกิจ หรือนายซอฮั่ง แซ่หลาย ก็หันกลับไปจับอาชีพเดิม คือเป็นช่างทาสี จนมีกิจการรับเหมามีฐานะเป็นปึกแผ่น บุตรชาย-หญิงทั้ง ๓ คน ก็ได้ร่ำเรียนและมีงานทำกันทุกคน

จากวัยเด็กมาจนถึงวัย ๗๒ ปี "มังกรร้าย" ผู้มาจากเมืองโผวเล้งไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของเขาอีกเลย ทุกวันนี้เฉพาะตัวเขาเองยังคงถือใบต่างด้าวอยู่ ด้วยเหตุผลว่า เขาต้องการเสียภาษีในส่วนนี้เป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยที่ได้มาพักพิงอาศัยอยู่เป็นเวลายาวนาน

เมื่อถูกถามถึงน้ำหนักหมัดอันหนักหน่วงที่เขาสามารถน็อคคู่ต่อสู้ได้คนแล้วคนเล่า และคำแนะนำเกี่ยวกับการชกมวยนั้น เขาให้คำแนะนำสั้นๆ ว่า หมัดจะหนักหรือไม่นั้นอยู่ที่คนต่อย คนต่อยต้องกล้าต่อยอย่าง

ทองใบ ยนตรกิจ


ทองใบ ยนตรกิจ หรือ นายทองใบ สนสร้อย คือเจ้าของฉายา ยางตัน ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคนเดียวโดดๆ เขาได้มาค่อนศตวรรษแล้ว จนทุกวันนี้ก็ไม่มีนักมวยคนใดได้ฉายา ยางตัน อีกเลยยางตัน เป็นคำเรียกยางรถจักรยานสองล้อ ซึ่งตามปกติแล้วจะมีสองชั้นคือยางนอกและยางใน แต่ถ้าจะให้เท่สุดต้องใช้ยางตัน ไม่มีแฟบไม่มียุบ ไม่ต้องสูบลม เหมือนล้อรถบด แสดงถึงความแกร่งลุยได้ทุกสภาพถนน ซึ่งบังเอิญตรงกับรูปร่างลักษณะของทองใบ ยนตรกิจ พอดี เขาจึงได้รับฉายาจากหนังสือพิมพ์หมัดมวยสมัยนั้นว่า นายยางตันทองใบ สนสร้อย เป็นคนกรุงเทพฯ เกิดที่บางเขน เมื่อพ.ศ.2465 เป็นศิษย์รุ่นแรกของเตี่ยตันกี้ บรมครูแห่งค่ายยนตรกิจ เริ่มหัดมวยตั้งแต่เป็นนักเรียนวัดสะพานสูง มาหัดเพิ่มเติมกับเตี่ยตังกี้เมื่ออายุ 18 ขึ้นชกมาตั้งแต่เวทีสวนเจ้าเชตุ เวทีหลักเมือง กระทั่งถึงเวทีราชดำเนินยุคแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สองโชกโชนมานับร้อยครั้ง เฉพาะเกียรติประวัติที่สำคัญๆ ก็คือได้เสื้อสามารถมวยรอบ 4 เสือลายพาดกลอน โดยชนะคะแนน หมีดำเปงสูน เทียมกำแหง ที่เวทีราชดำเนินรางวัลถึง 5,500 บาท เคยชนะคะแนนอุสมาน ศรแดง ในการชกที่ลือลั่นที่สุดเมื่อปี 2493 ชนะน็อกพรหมมินทร์ นวรัตน์, เสมอสดใส นฤภัย, ผลัดกันแพ้-ชนะ กับผล พระประแดง นับครั้งไม่ถ้วน เคยปล่อยน้ำหนักขึ้นชกกับประยุทธ อุดมศักดิ์ มวยมิดเดิลเวต เสมอกัน1ครั้ง แพ้คะแนน1ครั้ง นายทองใบเคยขึ้นชกมวยสากลจนได้ชิงแชมป์ไลต์เวต แพ้คะแนนออมทรัพย์ แหลมฟ้าผ่า หนหลังสุดชกมวยไทยแพ้คะแนนพันธ์ศักดิ์ วิถีชัยมวยรุ่นหลาน เลยประกาศแขวนนวมเมื่ออายุ 35 ปี นายทองใบรับราชการเป็นครูฝึกวิชาป้องกันตัวที่ ร.ร.นายร้อยตำรวจสามพราน และได้ทำหน้าที่ครูฝึกนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานมาตลอด จนได้เลื่อนยศเป็นร.ต.ต. กระทั่งครบเกษียณถึงแก่กรรมเมื่อ 8 พ.ย.2542 อายุ 77 ปี

เขียวหวาน ยนตรกิจ


เขียวหวาน ยนตรกิจ หรือ พ.อ. บุญส่ง เกิดมณี เกิดเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2481 ที่กรุงเทพฯ

ประวัติ

เขียวหวานเริ่มหัดชกมวยกับชัยยุธ ยนตรกิจ ขึ้นชกมวยไทยในชื่อ เขียวหวาน ยนตรกิจ สร้างชื่อเสียงด้วยพลังหมัดซ้ายที่หนักหน่วง ชนะนักมวยที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น สุรชัย ลูกสุรินทร์ คีรีรัตน์ บาร์โบส อิศรศักดิ์ พันท้ายนรสิงห์ สามารถ ศรแดง จนหาคู่ชกไม่ได้จึงหันมาชกมวยสากล
หลังจากชกมวยสากลได้ครั้งเดียว เขียวหวานถูกประกบคู่ให้เจอกับดาวทอง สิงหพัลลภ นักมวยรุ่นพี่ที่เป็นอดีตแชมป์ OPBF ผลปรากฏว่าเขียวหวานเป็นฝ่ายชนะน็อค และทำให้ดาวทองแขวนนวมเลิกชกมวยสากลไปเลย จากนั้น เขียวหวานหันไปชกมวยไทยกับนักมวยดาวรุ่งชื่อดังในขณะนั้น คือ อภิเดช ศิษย์หิรัญ ซึ่งเขียวหวานเป็นฝ่ายแพ้คะแนนไป
จากนั้นเขียวหวานหยุดชกมวยไทย หันมาเอาดีทางด้านมวยสากล จนได้ครองแชมป์ OPBF รุ่นจูเนียร์มิดเดิลเวท แต่หลังจากน้น เขียวหวานร้างคู่ชก จนมีปัญหาในการทำน้ำหนัก เมื่อขึ้นชกจึงพ่ายแพ้ติดต่อกันหลายครั้งจนเสียแชมป OPBF ไปในที่สุด จากนั้นเขียวหวานจึงแขวนนวมหันไปรับราชการเป็นทหารบก ได้เข้าศึกษาจนจบปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต(กศ.บ.)จาก วิทยาลัยวิชาการศึกษาพลศึกษา กรุงเทพฯ และเป็นกรรมการห้ามมวยที่เวทีลุมพินีจนได้เป็นประธานเทคนิคจนเกษียณอายุราชการ

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ OPBF รุ่นจูเนียร์มิดเดิลเวท
    • ชิง13 พฤศจิกายน 2504 ชนะน็อค กัง แซชุน (เกาหลีใต้) ยก 2 ที่เวทีราชดำเนิน
    • เสียแชมป์รุ่นจูเนียร์มิดเดิลเวท 17 พฤศจิกายน 2506 แพ้น็อค ชิเกมาซา คาวากามิ (ญี่ปุ่น) ยก 2 ที่ญี่ปุ่น
  • เคยชิงแชมป์ต่อไปนี้แต่ไม่สำเร็จ
    • ชิงแชมป์ภาคฯรุ่นมิดเดิลเวท แพ้น็อค ฟูมิโอะ ไกสุ (ญี่ปุ่น) ยก 1 ที่ ญี่ปุ่น

สมเดช ยนตรกิจ


สมเดช ยนตรกิจ หรือ นายสำรวย ธานี เกิดเมื่อ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 ที่ จ.สุพรรณบุรี สถิติการชก 18 ครั้ง ชนะ 24 (น็อค 12) เสมอ 1 แพ้ 5

ประวัติ

สมเดชหัดมวยครั้งแรกกับครูกู้ ควรตั้ง และครูผวน กาญจนกาศ จากนั้นเข้ามาชกมวยในกรุงเทพฯ โดยมาอยู่ที่ค่ายสมานฉันท์ของครูฉันท์ สมิทเวช ในชื่อสมเดช สมานฉันท์ ขึ้นชกครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2491 ชนะน็อค ทวี นฤภัย ยกแรก และชกคู่ชกแพ้น็อคอีกหลายคน จนกระทั่งน็อกไพศาล พระขรรค์ชัยไม่ได้ จึงถูกแฟนมวยในยุคนั้นวิจารณ์ว่าหมัดไม่หนักจริง สมเดชจึงย้ายไปอยู่ค่ายยนตรกิจของครูตันกี้ ยนตรกิจ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการฝึกมวยหมัด
เมื่อย้ายค่ายแล้ว สมเดชขึ้นชกชนะน็อคคู่ชกด้วยหมัดอีกหลายครั้ง จนได้รับคัดเลือกเข้าชกในมยรอบรุ่น 7 สิงห์ทอง ซึ่งสมเดชคว้าแชมป์มาครองได้ การชกที่สร้างชื่อเสียงให้สมเดชมากที่สุดคือ ชนะน็อค ประยุทธ อุดมศักดิ์ ยก 2
เมื่อชกมวยไทย ชนะคู่ชกด้วยหมัดหลายครั้ง ผู้สนับสนุนจึงให้สมเดชหันมาชกมวยสากลดูบ้าง ขึ้นชกครั้งแรก ชนะน็อค ถวัลย์ วงศ์เทเวศน์ ยก 2 ต่อมาจึงได้ชิงแชมป์ OPBF รุ่นเวลเตอร์เวทที่ว่าง ชนะคะแนน ฮาชิโร ทัตสุมิ ที่เวทีราชดำเนินอย่างพลิกความคาดหมายเพราะตอนนั้นสมเดชชกมวยสากลมาเพียงสามครั้งเท่านั้น ฝ่ายทัตสุมิข้องใจ ดึงสมเดชไปชกแก้มือที่ญี่ปุ่น สมเดชก็เป็นฝ่ายชนะคะแนนได้อีก
สมเดชไปชกป้องกันแชมป์ OPBF ที่ญี่ปุ่นอีก 2 ครั้ง จึงได้ขึ้นชกกับ วอลลี่ ทอม รองแชมป์โลกเพื่อหวังเข้าอันดับโลก แต่แพ้คะแนนไปขาดลอย จนทัตสุมิได้ครองแชมป์ OPBF รุ่นมิดเดิลเวท และติดต่อสมเดชไปชิงแชมป์ด้วย คราวนี้สมเดชเป็นฝ่ายชนะน็อค ได้ครองแชมป์ OPBF พร้อมกันสองรุ่น จากนั้นจึงสละแชมป์รุ่นมิดเดิลเวทไป เหลือแชมป์รุ่นเวลเตอร์เวทรุ่นเดียว สมเดชยังชกชนะอย่างต่อเนื่อง จึงได้ชกกับยอร์จ บาร์น รองแชมป์โลกเพื่อลุ้นเข้าอันดับโลกอีกครั้ง แต่สำเร็จอีกคราวนี้สมเดชเป็นฝ่ายแพ้น็อคในยกที่ 9 แบบหมดทางสู้
หลังจากนั้น การชกของสมเดชเริ่มตกต่ำลง จนเสียแชมป์ให้กับนักมวยญี่ปุ่น กลับมาเมืองไทย ขึ้นชกมวยสากลกับสามารถ ศรแดง ก็เป็นฝ่ายแพ้คะแนน สมเดชหยุดชกไปหลายเดือน จึงขึ้นชกมวยไทยกับดาวทอง สิงหพัลลภ แต่ก็แพ้น็อคในยกที่ 2 อีก หลังจากนั้นไม่นาน สมเดชไปเมาสุราอาละวาดจนถูกตำรวจจับ ทางเวทีลุมพินีจึงประกาศงดจัดสมเดชชกเพราะความประพฤติไม่ดี สมเดชจึงต้องแขวนนวมไปในที่สุด

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ OPBF รุ่นเวลเตอร์เวท (2496 - 2500)
    • ชิง4 มกราคม พ.ศ. 2496 ชนะคะแนน ฮาชิโร ทัตสุมิ ที่ กทม.
    • ป้องกันครั้งที่ 1, 15 กันยายน พ.ศ. 2496 ชนะคะแนน ฮาชิโร ทัตสุมิ ที่ โตเกียว ญี่ปุ่น
    • ป้องกันครั้งที่ 2, 29 มิถุนายน พ.ศ. 2497 ชนะน็อค โทนี่ อัลคีเกอร์ (ฟิลิปปินส์) ยก 5 ที่ กทม.
    • ป้องกันครั้งที่ 3, 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 ชนะน็อค เทรุโอะ โอนูกิ (ญี่ปุ่น) ยก 3 ที่
    • ป้องกันครั้งที่ 4, 10 กันยายน พ.ศ. 2497 ชนะน็อค ทาเคโอะ ยูโกะ ยก 6 ที่ ญี่ปุ่น
    • ป้องกันครั้งที่ 5, 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 ชนะน็อค สตาร์ แม็คน็อต (ฟิลิปปินส์) ยก 2
    • ป้องกันครั้งที่ 6, 3 เมษายน พ.ศ. 2498 ชนะคะแนน ญัง เพาลิโน (ฟิลิปปินส์) ที่ ฟิลิปปินส์
    • ป้องกันครั้งที่ 7, 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499 ชนะน็อค เทรุโอะ มัตสุยาม่า (ญี่ปุ่น) ยก 6
    • ป้องกันครั้งที่ 8, 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 เสมอกับ จิโร ซาวาด้า (ญี่ปุ่น) ที่ ญี่ปุ่น
    • เสียแชมป์, 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 แพ้คะแนน เคนจิ ฟูกูจิ (ญี่ปุ่น) ที่ ญี่ปุ่น
  • แชมป์ OPBF รุ่นมิดเดิลเวท (2498)
    • ชิง 20 เมษายน พ.ศ. 2498 ชนะน็อค ฮาชิโร ทัตสุมิ (ญี่ปุ่น) ยก 11 ที่ ญี่ปุ่น
    • 30 เมษายน พ.ศ. 2498 สละแชมป์ภาคฯรุ่นมิดเดิลเวท
สมเดช ยนตรกิจ
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อจริงนายสำรวย ธานี
ฉายาซ้ายฟ้าผ่า
วันเกิด15 พฤษภาคม พ.ศ. 2472
สถานที่เกิดจ.สุพรรณบุรี
รุ่นเวลเตอร์เวท
ผู้จัดการตันกี้ ยนตรกิจ
สถิติ
ชก24
ชนะ18
ชนะน็อก12
แพ้5
เสมอ1

Boxer's first King's Cup Thailand


13 November 2504 
1. Mr Nom Sak Yontarakit to King's Cup championship boxing category. From His Majesty the King Rama 9 with the fight with Mr. Adul Sri sothon.History of Thailand is the first time that a boxer has been King's Cup boxing type NOT. Lord of King Bhumibol Adulyadej Rama 9, and a visit by His Majesty himself.
2. Mr. Bun Song Ked Ma Ne, or November. A. Mani was born Bun King's Cup championship boxing category. From His Majesty the King Rama 9 by the punch with Kang Sae Chung million.History of Thailand is the first time that a boxer has been King's Cup boxing category. Lord of King Bhumibol Adulyadej Rama 9, and a visit by His Majesty himself.

นักมวยถ้วยพระราชทานคนแรกของประเทศไทย

วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2504
1. นายนำศักดิ์ ยนตรกิจ ได้ชิงแชมป์ถ้วยพระราชทานประเภทมวยไทย จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยขึ้นชกกับนายอดุลย์ ศรีโสธร
เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของประเทศไทยที่มีนักมวยได้รับถ้วยพระราชทานประเภทมวยไมย จากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  รัชกาลที่ 9 และพระองค์ทรงเสด็จทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง
2. นายเขียวหวาน ยนตรกิจ หรือพ.อ.บุญส่ง เกิดมณี ได้ชิงแชมป์ถ้วยพระราชทานประเภทมวยสากล จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  โดยขึ้นชกกับ กัง แซ ชุล
เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของประเทศไทยที่มีนักมวยได้รับถ้วยพระราชทานประเภทมวยสากล จากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  รัชกาลที่ 9 และพระองค์ทรงเสด็จทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง

History outlets Yontarakit

Founder, Mr. Tan Kee Yontarakit.Established late King Rama 6.He said a first attempt, Mr.Tongbui
Location of outlets at Samsen Soi peace, located near Bangkok Noi Noppakhun measure. Separate row Ratchawat Bangkok

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

ประวัติค่ายมวยยนตรกิจ

ผู้ก่อตั้งค่ายมวย นายตันกี้   ยนตรกิจ
ก่อตั้งขึ้นสมัยปลายรัชกาลที่ 6
ลูกศิษย์คนแรกชื่อ นายทองใบ
สถานที่ตั้งของค่ายมวย อยู่ที่ ซอยสันติสุข สามเสน กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับวัดน้อยนพคุณ แถวแยกราชวัตร กรุงเทพฯ
นักมวยที่มือชื่อเสียงรุ่นแรกๆของนายตันกี้ ยนตรกิจผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ก็มี
1. ทองใบ ยนตรกิจ หรือ ทองใบ สนสร้อย
2. เสริม ยนตรกิจ (เข่าเหล็ก)
3. แนบ ยนตรกิจ (แมวป่าหน้าหนู )
4. เกียรติ ยนตรกิจ
5. เชาว์ ยนตรกิจ (พะงางาม)
6. วัลลภ ยนตรกิจ ( หมัดซิยิ่งกุ้ย )
7. ชม ยนตรกิจ ( หมัดเมืองแร่ )
8. สายเพชร ยนตรกิจ
9. สมเดช ยนตรกิจ หรือ นายสำรวย ธานี (ซ้ายมฤตยู หรือ ซ้ายฟ้าผ่า)
10. ประดับ ยนตรกิจ

ครั้นเมื่อนายตันกี้ ยนตรกิจ ถึงแก่กรรม ผู้ที่เป็นเจ้าของค่ายมวยต่อมาคือ นายชัยยุธ ยนตรกิจ กับ นางไข่มกด์เดชอำนาจ (ยนตรกิจ) บุตรชายและบุตรสาวของนายตันกี้ ยนตรกิจ