วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

พิภพ ยนตรกิจ

พิภพ ภู่ภิญโญ ได้เป็นพระเอกหนังไทยในหลายๆเรื่อง ไถง สุวรรณฑัต คือ ผู้ชักนำเข้าสู่วงการ แรกเริ่มไถงจะสร้างหนังเรื่อง เกาะตะรุเตา ก็เลยรับสมัครพระเอกใหม่ มีคนมาสมัครมากมายได้ผู้เข้ารอบมา 15 คน ในจำนวนนี้ก็มีนักมวยติดมาคนหนึ่งชื่อ พิภพ ภู่ภิญโญ พิภพ ได้รับคัดเลือกให้เป็นพระเอกในเรื่อง เกาะตะรุเตา ผลงานเรื่องแรกของพิภพผ่านพ้นไปได้ด้วยดี พิภพเลิกชกมวยหันมาเล่นหนังดีกว่า(อดีตเคยเป็นนักมวย) ผลงานเรื่องต่อๆมาโดยสร้างของไถง สุวรรณฑัต ในเรื่อง ขุนศึกน่านเจ้า พิภพได้รับบทพระเอกอีกเรื่อง การรับบทพระเอกของพิภพเป็นไปได้เพียงไม่กี่เรื่อง พิภพก็ถูกให้มารับบทร้าย และรับบทร้ายมาตลอด พิภพ ภู่ภิญโญ เป็นหนึ่งในดาราอาวุฒิโสในอดีตที่มีผลงานแสดงฝากไว้มากมายกว่าร้อยเรื่อง ลักษณะเก่นของภิพบ ภู่ภิญโญ คือ เป็นนักแสดงที่มีหัวล้าน ไว้หนวด และรับบทเป็นตัวร้ายหรือโจร ในทุกๆเรื่อง ผลงานที่เด่นๆของพิภพ ภู่ภิญโญ ที่ดังๆก็มีอยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่อง ทอง (ภาพยนตร์) ของฉลอง ภักดีวิจิตร พิภพได้รับบทเป็นหัวหน้ากองโจร ประชันพระเอกในเรื่องอย่างสมบัติ เมทะนี และ กรุง ศรีวิไล

[แก้] วลียอดฮิตของพิภพ

พิภพ ภู่ภิญโญ เจ้าของเอกลักษณ์ ศีรษะโล้น ดาวร้ายที่โกนผมเล่นภาพยนตร์ไทยกว่า 100 เรื่อง โดยเป็นดาวร้ายที่มีบุคลิกต้องลูบหัวเมื่อเวลาไม่สบอารมณ์ส่งชื่อให้เขาเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ กับวลีที่ว่า "ชั้นจะยัดเยียดความเป็นผัวให้กับเธอ"

[แก้] ฉายา

และยังได้รับฉายาคือ"ยูล บรินเนอร์เมืองไทย" และชื่อในสมัยที่เป็นนักมวย พิภพ มีชื่อว่า"พิภพ ยนตรกิจ" และปัจจุบันนี้ พิภพ ภู่ภิญโญ เสียชีวิตแล้วด้วยโรคเบาหวานในขณะมีอายุได้ 76 ปี

พิภพ ภู่ภิญโญ หรือที่เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2470 เรียนที่โรงเรียนนันทนศึกษา แถวราชวัตร กทม. พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก เมื่อโตเป็นหนุ่มยิ่งลำบากเพราะเรียนมาน้อย เลยต้องหันมายึดอาชีพต้อยมวย พิภพได้พบรักกับ สมพิศ มีทายาท 2 คน เขาเป็นดาวร้ายที่รุ่งเรืองอย่างมากในช่วงหนังบู๊คลองตลาด ในปี 2518 เป็นต้นมา ก่อนจะจบชีวิตลงด้วยโรคเบาหวาน เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2551 ที่โรงพยาบาลปทุมธานี รวมอายุ 76 ปี และฌาปนกิจที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน

พิภพ ภู่ภิญโญ เจ้าของเอกลักษณ์ ศีรษะโล้น ดาวร้ายที่โกนผมเล่นภาพยนตร์ไทยกว่า 100 เรื่อง โดยเป็นดาวร้ายที่มีบุคลิกต้องลูบหัวเมื่อเวลาไม่สบอารมณ์ส่งชื่อให้เขาเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ กับวลีที่ว่า
"ชั้นจะยัดเยียดความเป็นผัวให้กับเธอ"
พิภพ ภู่ภิญโญ สมัยที่เข้าวงการใหม่ เขาได้รับบท "พระเอก" ด้วยความหล่อเหลา ผมเต็มศรีษะ เข้าตาของ ไถง สุวรรณฑัต คือผู้ชักนำพิภพเข้าสู่วงการ แรกเริ่มไถงจะสร้างหนังเรื่อง เกาะตะรุเตา ก็เลยรับสมัครพระเอกใหม่ มีคนมาสมัครมากมายทั้งหน้าไทย หน้าจีน หน้าแขก เสร็จเรียบร้อยก็ได้ผู้เข้ารอบมา 15 คน ในจำนวน 15 คนนี้ก็มีนักมวยติดมาคนหนึ่งชื่อ "พิภพ ยนตรกิจ" หรือ "พิภพ ภู่ภิญโญ" ในปัจจุบัน
และแล้วผลการคัดเลือกก็ออกมา  พิภพ ได้รับคัดเลือกให้เป็นพระเอกในเรื่อง "เกาะตะรุเตา"  ผลงานเรื่องแรกของพิภพผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทำรายได้พอสมควร พิภพยิ้มออกเลิกชกมวยหันมาเล่นหนังดีกว่า
ผลงานเรื่องต่อไปก็ยังคงเป็นการสร้างของ ไถง สุวรรณฑัต ในเรื่อง "ขุนศึกน่านเจ้า" พิภพได้รับบทพระเอกเช่นเคย การรับบทพระเอกของพิภพเป็นไปได้เพียงไม่กี่เรื่อง พิภพก็ถูกให้มารับบทร้าย เมื่อเป็นเช่นนี้พิภพก็คิดหนัก จะรอเป็นพระเอกอย่างเดียวงานก็เข้าน้อย อาชีพชกมวยก็เลิกแล้ว คิดตรงกันข้ามถ้ารับบทผู้ร้ายตลอด งานการแสดงน่าจะเยอะกว่าการเป็นพระเอกมาก เมื่อเป็นเช่นนี้เลยตัดสินใจยอมรับบทร้ายแทนพระเอก
พิภพ หลงไหลในผลงานการแสดงของยูล บรินเนอร์อย่างมาก หลังจากตัดสินใจรับบทดาวร้ายแล้ว เขาจึงโกนศรีษะ เพื่อให้เหมือน ยูล บรินเนอร์ และก็เป็นไปตามนั้น เมื่อโกนหัวก็เลยได้รับฉายาให้เป็น "ยูล บรินเนอร์เมืองไทย"
เขาเป็นดาวร้ายที่รุ่งเรืองอย่างมากในช่วงหนังบู๊คลองตลาด ในปี 2518 เป็นต้นมา จนถึงปี 2528 ก่อนจะหมดยุคของหนังบู๊ เมื่อหนังไทยซบเซา บู๊ก็ได้หันมายึดอาชีพค้าขาย โดยขายส้มตำ อยู่ที่บางแสน ก่อนจะจบชีวิตลงเมื่อไม่นานมานี้
เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย :: ชื่อ "พิภพ ยนตรกิจ" นี้ก็มิใช่ชื่อจริงของ พิภพ แต่เป็นชื่อในวงการมวย ซึ่งได้มาอย่างง่าย ๆ จากวันหนึ่งที่ พิภพ ยังคงชกมวยอยู่ และนั่งรถสามล้อผ่านสะพานผ่านพิภพลีลา มีสาวสวยยิ้มให้ ทำให้พิภพตัดสินใจใช้ชื่อสะพานเป็นชื่อนักมวยว่า "พิภพ ยนตรกิจ" มาตั้งแต่นั้น

แหล่งที่มา    http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%9E_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B9%82%E0%B8%8D
                     http://www.oknation.net/blog/swongviggit/2010/12/24/entry-3

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

สนามมวยทุ่งศรีเมือง

สนามมวยทุ่งศรีเมือง
          เมื่อก่อนนี้อุบลราชธานียังไม่มีสนามมวยเป็นเอกเทศต้องจัดชกมวยตามโรงมหรสพ เช่น “ โรงหนังเหนือ ” อยู่ในซอยอุบลกิจ แถวอุบลโฮเตลโรงแรมเก้าชั้นปัจจุบัน “ โรงหนังกลาง ” หรือโรงหนังน่ำแซ ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ อุบลภาพยนตร์ ” อยู่ถนนยุทธภัณฑ์ ปัจจุบันเป็นลานจอดรถยนต์หน้าโรงแรมนิวนครหลวง “ โรงหนังใต้ ” หรือ “ ใต้ฟ้าภาพยนตร์ ” อยู่ที่ถนนพรหมราชหน้าวัด กลางข้างถนนราชวงศ์ เมื่อมีงานเทศกาลต่างๆ ก็สร้างสนามมวยในบริเวณงานจนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2483 ได้สร้างสนามมวยแห่งแรกขึ้นที่ข้างศาลากลางจังหวัดหลังเดิม ด้านทิศตะวันออกข้างถนนราชบุตรกรรมการห้ามมวย รุ่นแรกที่ชื่อเสียงในความแคล่วคล่อง ว่องไว เด็ดขาด ยุติธรรม เป็นที่ศรัทธาของประชาชนสมัยนั้นได้แก่ ครูชัย พรหมคุปต์ และสุวรรณ คูณพงศ์ ซึ่งเปิดครูโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชขณะนั้น (ต่อมาครูชัย พรหมคุปต์ ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์และอุบลราชธานี ครูสุวรรณ คูณพงศ์ ดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนประจำจังหวัดเลย) สนามมวยแห่งนี้ได้ไม่นานก็เลิกกิจการไป
          ทางด้านทุ่งศรีเมือง เมื่อหมดยุคสนามม้า ก็มาสู่ยุคสนามมวย ประมาณ พ.ศ. 2492 ผู้ร่วมหุ้นสนามม้าส่วนใหญ่ได้ร่วมกันจัดสร้างสนามมวยขึ้นที่กลางทุ่งศรีเมืองเป็นสนามสี่เหลี่ยมจัตุรัส สร้างด้วยไม้ทั้งหมด แม้กระทั่งฝารอบสนาม ด้านหน้าสนามมวย ด้านหน้าสนามมวยหันไปทางทิศใต้ ตรงข้ามศาลากลางจังหวัดหลังเดิม ด้านบน 2 ข้างขอบทาวเข้าสนามมวย มีภาพวาดสีน้ำมันนักมวยมีชื่อเสียงขนาดเท่าคนจริง 2 คน คือ ประยุทธ อุดมศักดิ์ (ม้าสีหมอก) กับอุสมาน ศรแดง (โอรสเจ้าอาหรับ) ฝีมือวาดของครุเจนศรีรัญรัตน์ “ จ.ศิลป์ ” นายสนามมวยแห่งนี้คือ นาย มลคง กรินชัย นายสนามม้าเดิม โฆษกสนามนายก ลิ่น ปลั่งนิล เสมียนมหาดไทยสมัยนั้น ต่อมาเป็นผู้แทนราษฎร โฆษกสนามมวยคนต่อมาคือนาย ไสว จังกาจิต ต่อมาเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาวารินชำราบ การรมการห้ามมวยได้แก่ ครูอรุณ มุขสมบัติ ครูพละโรงเรียนฝึกหัดครูชายรุ่นแรก ก่อนเกษียณอายุราชการดำรงตำแหนางอธิกาบดีวิทยาลัยครูมหาสารคาม และครูอุบลราชธานี ก่อนยกฐานะเป็นสถาบันราชภัฏ กรรมการห้ามมวยอีก 2 คน คือ ครูท่อน เจริญไชย ครูพละโรงเรียนสตรีฝึกหัดครู กับครูปทีปวรภัย ครูพละโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช
          ค่ายมวยที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นได้แก่ ค่ายมวย “ ควรตั้ง ” ของครูกู้ ควรตั้ง อยู่ที่ท่าน้ำอุปราช ด้านตะวันตกจวนข้าหลวงประจำจังหวัด (ที่ตั้งตลาด 3 ริมแม่น้ำมูลปัจจุบัน) ครูกู้ ควรตั้ง ดังมากสมัยหนุ่ม เชิงมวยเป็นที่ประทับใจ “ กู้น้อย วิถีชัย ” จึงขอใช้ชื่อมวยตามครูกู้ ควรตั้ง ลูกศิษย์คนสำคัญของครูกู้ คือ “ สำรวย ธานี ” ตอนหัดมวยกับครูกู้ ยึดอาชีพแจวเรือจ้างระหว่างท่าจวนกับท่าหาดสวนยาวาริน ตอนหลังไปดังที่เวทีราชดำเนินและอีกหลายเวทีในนามนักมวย “ สมเดช ยนตรกิจ ” (หมัดซ้ายฟ้าผ่า) ปราบมวยรุ่นใหญ่แพ้น๊อกด้วยหมัดซ้ายเกือบทุกคน แพ้อยู่คนเดียวคือ “ สมศรี เทียมกำแหง ” นักมวยค่ายเดียวกัน “ เป็งสูน เทียมกำแหง ” นักมวยฝีมือดีอีกคนของอุบลฯ รุ่นเดียวกับ “ วรเทพ เลือดอุบล ” และ “ สีบัวแดง เลือดอุบล ” ซึ่งไปสร้างชื่อเสียงที่กรุงเทพฯ หลายปี เป็นที่รู้จักของแฟนมวยทั่วประเทศ
          อีกค่ายหนึ่งดังพอๆ กัน คือ “ ค่ายมวยศิลารักษ์ ” ส.ต.ท. เหมือน ศิลารักษ์ เป็นครูมวย ค่ายนี้อยู่ที่ข้างวัดสุทัศนาราม ตรงสามแยกถนนอุปราชบรรจบกับถนนพโลชัย นักมวยค่ายนี้ที่มีชื่อเสียงได้แก่ “ วิทยา (ศิลารักษ์) ราชวัตร) แชมเปี้ยนมวยไทยรุ่นแบนตั้มเวทแห่งประเทศไทย “ วิหก ศิลารักษ์ ” ชื่อจริง ไสว มุขสมบัติ ผู้จัดการธนาคารออมสินหลายสาขา เจ้าของฉายา “ อ้ายนกกระจิบน้อยเข่าลอยมหาโหด ” นอกจากนี้ก็มี “ เริงชัย ศิลารักษ์ ” ชื่อจริงรองศาสตราจารย์จรวย แก่นวงศ์คำ อาจารย์วิทยาลัยครูอุบลราชธานี ผูที่ได้ชื่อว่าไหว้ครู รำมวยได้สวยที่สุด ครบท่ารำมวยไหว้ครูทุกกระบวนท่า เมื่อ พ.ศ. 2530 ได้รับเชิญไปโชว์การไหว้ครูรำมวยที่สนามมวยอ้อมน้อย และสนามมวยใหญ่หลายแห่ง โดยมี ไสว จังกาจิต (เพื่อนร่วมรุ่นเบ็ญจะมะ พ.ศ. 2487 รุ่นเดียวกับ เรือตรีดนัย เกตุศิริ อดีตผวจ.อบ.) เป็นผู้บรรยายการรำมวย มีเริงชัย ศิลารักษ์ แล้วก็มี “ เริงศักดิ์ ศิลารักษ์ ” (โต้ย หน้าวัดหลวง) เป็นมวยรองบ่อนประจำเวทีมวยทุ่งศรีเมืองยุคหลัง เป็นความหวังของทีมมวยอุบล เมื่อมีมวยต่างจังหวัดยกทีมมาราวี และเมื่อทีมมวยอุบลบุกต่างจังหวัดก็มีชัยกลับมาทุกครั้ง เป็นนักมวยแม่เหล็กคนหนึ่งที่มีลำโค่นโดดเด่นมาก
          เมื่อกล่าวถึงสนามมวย นักมวยก็ต้องมีนักดูมวยด้วยจึงจะครบเครื่องมวย นักดูมวยที่เป็นแฟนประจำทุกนัดสมัยนั้นได้แก่ นาย คูณ ณ อุบล บ้านอยู่ทางลงท่ากวางตุ้ง ด้านทิศตะวันออกวัดหลวง อาชีพทำปลาส้มทุกชนิด รสแซบมาก อีกคนหนึ่ง คือ นาย คูณ สมทัศน์ บ้านอยู่ถนนพรหมเทพ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือวัดหลวง อาชีพช่างตัดผม ตั้งร้านชื่อ “ ร้านตัดผมนาย คูณ สมทัศน์ ” เอกลักษณ์ของร้านคือ ใช้ผ้าใบผืนใหญ่เกือบเท่าแผ่นไม้อัด มีชายผ้าจีนแขวนบนเพดานเหนือเก้าอี้ตัดผม มีเชือกดึงให้ผ้าใบโบกไปมาเป็นการกระพือลมให้ลูกค้าตัดผมเย็นสบายแทนพัดลมแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เพราะสมัยนั้นกลางวันไม่มีไฟฟ้าใช้ โรงไฟฟ้าปล่อยกระแสไฟเฉพาะกลางคืนเท่านั้น เป็นการประหยัดค่าไฟฟ้าอีกแบบหนึ่ง แต่ที่แปลกแต่จริงก็คือแฟนหมัดมวยชื่อคูณเหมือนกันนี้ มีวัยไล่เลี่ยกัน บ้านอยู่คุ้มวัดหลวงเหมือนกัน มีลูกชายเข้าเรียนเตรียมทหารรุ่นแรกเหมือนกัน ปัจจุบันลูกชายนาย คูณ ณ อุบล คือ พ.ต.อ. ธีระ ณ อุบล (ชื่อเล่นว่า “ หำทอง ” ) เป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรสถานีอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ลูกชายนายคูณ สมทัศน์ คือ พลเอก บุญรอด สมทัศน์ ตำแหน่งเสนาธิการทหารบก ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นเสนาธิการทหารสูงสุด 1 ต.ค. นี้
          หมดยุคสนามมวยสี่เหลี่ยมกลางทุ่งศรีเมืองรื้อถอนไปแล้ว ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2496 มีการสร้างสนามมวยขึ้นใหม่ลักษณะแปดเหลี่ยมล้อมรั้วสังกะสี ที่ทุ่งศรีเมืองด้านทิศตะวันออกหันหน้ามาทางถนนราชบุตร (หน้าโรงเรียนอนุบาลปัจจุบัน) มีนาย ประสิทธิ พันธุ์รุ่งโรจน์ เจ้าของร้าน ส.ประสิทธิ เอเย่นต์หนังสือพิมพ์ เป็นนายสนามและหุ้นส่วนใหญ่ นาย ไสว จังกาจิต เป็นโฆษกสนาม กรรมการมีชุดเดิมหลายคน สนามมวยยุคนี้มีคู่มวยสำคัญที่แฟนมวยเข้าชมมากที่สุด ได้แก่ การชกมวยระหว่าง “ สีโบว์แดง ควรตั้ง ” กับ “ จำเริญ ทรงกิตรัตน์ ” นักมวยชื่อดังที่สุดของไทย ขณะนั้น (ต่อมาเป็นผู้ท้าชิงแชมเปี้ยนโลกมวยสากลรุ่นแบนตั้มเวทคนแรกของไทยกับ “ จิมมี่ คารัทเธอร์ ” ชาวอเมริกัน ครั้งที่ 2 ชิงกับ “ โรเบิต โคเฮน ” ชาวฝรั่งเศส ผลการชกปรากฏว่า จำเริญแพ้ทั้ง 2 ครั้ง แต่มีกำลังใจในการต่อสู้ต่อไป) ผลการต่อสู้ดุเดือดตื่นเต้นตลอดเวลา เพราะสีโบว์แดง ควรตั้ง เป็นมวยฝีมือดีที่สุดของอุบลในขณะนั้นแต่กระดูกยังอ่อนกว่ากันหลายเบอร์ จึงได้ถูกน๊อกเอาท์ด้วย “ จระเข้ฟาดหาง ” ของจำเริญ ทรงกิตรัตน์ จนหมอบราบคาบแก้ว เก่งเล็กสู้เก่งใหญ่ไม่ได้ สนามมวยทุ่งศรีเมืองยุคหลังนี้ ประสบกับภาวะขาดทุนย่ำแย่ จึงยุบเลิกกิจการไปในที่สุด

แหล่งที่มา... http://guideubon.com/news/view.php?t=34&s_id=15&d_id=15

“กองทุนมวย” เทน้ำใจช่วยอดีต 7 นักมวยไทยป่วยหนัก

   คณะกรรมการกีฬามวย แสดงน้ำใจลงมติเห็นชอบให้ความช่วยเหลือ 7 อดีตนักชกไทย เป็นเวลา 6 เดือน ที่ป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
      
       นายสุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกีฬามวย ซึ่งในที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติให้ความช่วยเหลือสวัสดิการกองทุนกีฬามวยแก่อดีตนักกีฬามวย จำนวน 7 ราย เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายน - กันยายน 2550
      
       ซึ่งอดีตนักชกไทยทั้ง 7 ราย ประกอบด้วย นายชลัท ซอวีระศักดิ์ศรี หรือ “สายรุ้ง เกียรติเมืองนรา” ป่วยเป็นโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม, นายสนอง อาจทวีกุล หรือ “สนอง ร.ส.พ.” ป่วยเป็นโรคหัวใจโต, นายสมเจตน์ สะนีเล๊าะ หรือ “ซามัด ส.ลูกอินเดีย” ป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ในช่องท้องและทวารหนัก, นายบุญเลิศ ใจคำ หรือ “ไรรำพึง บ.ข.ส.” ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม 2 ข้าง, นายประสิทธิ์ จิตเทพ หรือ “ฟ้าสนั่น ศ.กิตติพร” ป่วยเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี, นายวิรัช องอาจยุทธนาการ หรือ “สรไกร สิงหคงคา” ป่วยเป็นโรคเบาหวานและอัมพาตแขน ขา ข้างซ้าย และ นายเสรี จุ้ยจุติ หรือ “จอกกี้ ยนตรกิจ” ป่วยเป็นโรคอัมพาต
      
       นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุง ระเบียบ ข้อบังคับ คณะกรรมการกีฬามวยว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่นักกีฬามวย โดยมี นายภิรมย์ สิมะเสถียร รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ร่วมด้วย นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย, นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ และร้อยตำรวจตรีเกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับปรุงระเบียบและข้อบังคับดังกล่าว ครอบคลุมการให้ความช่วยเหลือแก่อดีตนักกีฬามวยอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนต่อไปในอนาคตด้วย

รางวัลเกียรติยศ"ฮอล ออฟ เฟม"

     รางวัลเกียรติยศ"ฮอล ออฟ เฟม"

     เดชฤทธิ์ อิทธิอนุชิต




  
รางัวลเกียรติยศ "ฮอล ออฟ เฟม" อีก 1 รางวัล ตกเป็นของ ทองปลิว ศรีนพ หรือ เดชฤทธิ์ อิทธิอนุชิต นักมวยไทยระดับยอดมวยไทยในอดีตอีกคนหนึ่ง ที่ผ่านสังเวียนมาอย่างโชกโชน ผ่านนักมวยดังๆ ระดับแนวหน้ามาแล้วทั้งสิ้น ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของแฟนมวย จนสามารถคว้าแชมป์มวยไทยมาครองได้หลายรุ่นด้วยกัน ประกอบไปด้วย รุ่นเฟเธอร์เวตเวทีมวยราชดำเนิน ชนะคะแนน "แชมป์มงกุฎเพชร" อดุลย์ ศรีโสธร, รุ่นไลต์เวต ชนะคะแนน รักเกียรติ เกียรติเมืองยม และ รุ่นเวลเตอร์เวต ชนะคะแนน อภิเดช ศิษย์หิรัญ และเคยขึ้นชกต่อหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในไฟต์นี้นั้นทาง เดชฤทธิ์ เป็นฝ่ายเอาชนะคะแนน เริงศักดิ์ ส.ลูกพิทักษ์ จนได้รับถ้วยพระราชทานมาครอง ถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดที่เคยได้รับในชีวิตการชกมวยก็ว่าได้ เดชฤทธิ์ เป็นนักมวยอีกคนหนึ่งที่แฟนมวยให้ความรักและความศรัทธาเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเลิกมวยไปหลายปีแล้ว แต่ก็ยังมีการพูดถึงกันอยู่ตลอด ""ผมเองดีใจมากที่ได้รับรางวัลนี้มาครอง ก่อนหน้านี้คิดว่าคงจะไม่มีใครนึกถึงแล้ว ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการคัดเลือกที่คัดเลือกให้ผมได้รับรางวัลนี้มาครอง สร้างความดีใจให้กับผมเป็นอย่างมากครับ"

แหล่งที่มา .. http://salateped.com/?p=504

รางวัลเกียรติยศ"ฮอล ออฟ เฟม"

     รางวัลเกียรติยศ"ฮอล ออฟ เฟม"

     เขียวหวาน ยนตรกิจ




รางวัลเกียรติยศ "ฮอล ออฟ เฟม" ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลที่มอบให้กับอดีตนักกีฬาที่เลิกเล่นกีฬาไปแล้ว 10 ปีขึ้นไป มีผลงานที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของแฟนมวยกีฬาโดยทั่วไป ซึ่งในปีนี้มีแจกรางวัลกันทั้งหมด 7 ท่านด้วยกัน โดยวงการมวยคว้ามาครองได้ 2 ท่านประกอบไปด้วย พ.อ.บุญส่ง เกิดมณี หรือ "ซ้ายฟ้าฟาด" เขียวหวาน ยนตรกิจ อดีตนักมวยไทยระดับตำนานที่โด่งดังเป็นอย่างมาก ในอดีตเป็นนักมวยระดับยอดมวยไทยอีกคนหนึ่งที่แฟนมวยรุ่นหลังยังมีการพูดถึงกันอยู่ตลอด ในอดีตนั้นเคยคว้าแชมป์มวยไทยและมวยสากลมาครอง และเคยเป็นแชมป์ภาคตะวันออกไกลและแปซิฟิก (OPBF) ซึ่งเป็นการครองแชมป์ต่อหน้าพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จทอดพระเนตรได้รับถ้วยพระราชทานมาครอง ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตและภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก โดยทาง เขียวหวาน ได้เปิดเผยว่า "การที่ผมได้รับรางวัล "ฮอล ออฟ เฟม" ในครั้งนี้ ผมต้องขอบคุณคณะกรรมการจัดการแข่งขันที่ยังนึกถึง ไม่เคยลืมนักมวยที่เลิกมวยไปแล้วหลายปี ผมเองรู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมากที่ยังมีแฟนมวยแฟนกีฬานึกถึง และมีการมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้เป็นเกียรติประวัติแก่ตนเองและวงศ์ตระกูลครับ"

แหล่งที่มา .. http://salateped.com/?p=504